วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
"เวลาของฉันมาถึงแล้ว"
"เวลาของฉันมาถึงแล้ว"
"My time has come."
หลายคนอาจนึกไปถึงช่วงเวลาโอกาสทองของชีวิตที่มาถึง
ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่เรากำลังจะรุ่งเรือง สมปรารถนากับอะไรสักอย่าง
แต่ "My time has come."
"เวลาของฉันมาถึงแล้ว"
ประโยคนี้ที่กล่าวในภาพยนตร์อนิเมชั่น เรื่อง กังฟู แพนด้า ภาค 1
กลับมีนัยยะที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
เป็นประโยคที่อาจารย์เต่าอุกเว กล่าวลากับ ฉีฟู่ ศิษย์ของตน
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต......
ก่อนที่จะลาจาก โลกนี้ไปตลอดกาล......
ช่วงเวลาอื่นๆของชีวิต แม้จะยิ่งใหญ่
แต่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตกลับสำคัญกว่า
เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างเปี่ยมล้น ทั้งกับตัวเราเองและ กับคนที่รักเรา
"เวลาของฉันมาถึงแล้ว"
ไม่แต่อาจารย์อุกเวเท่านั้นที่พบช่วงเวลานี้
เราทุกคนย่อมมีช่วงเวลานี้มาถึงสักวัน
ไม่มีใครปฏิเสธ หรือ หนีพ้นได้
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่า เวลานั้นของเราจะมาถึงเมื่อไหร่...
ดังภาษิตธิเบตกล่าวว่า “ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้า อะไรจะมาก่อนกัน”
เราและทุกๆคนที่เรารู้จัก .....
ไม่มีใครรู้ว่า การเปิดประตูออกจากบ้านครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่
การพูดกับคนที่เรารักครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่
การกินข้าวมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายหรือไม่
การหัวเราะครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่
ไม่มีใครตอบได้ ทั้งตัวเรา และ คนที่รักเรา
และเมื่อ เวลานั้น "เวลาของเรา" มาถึงแล้ว
เราอยากให้เวลานั้นของเราเป็นเช่นไร
หลายคนอาจคิดและรู้สึกไปต่างๆนานา
แต่สิ่งหนึ่่งที่พบร่วมกันในทุกชาติทุกภาษา
ในวินาทีนั้น ล้วนต้องการสิ่งเดียวกัน คือ
การจากไป พร้อมกับใจที่ผ่อนคลาย สบาย สงบ
ไม่รู้สึกเจ็บปวด ติดค้าง เสียดาย เสียใจกับอะไร
ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับอะไร ?
ความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับ “วันนี้”
เพราะ "วันนี้" เป็นวันเริ่มต้นของชีวิตที่เหลือ
การเตรียม"วันนี้"ให้ดีที่สุด
จะเป็นโอกาสที่จะทำให้วันสุดท้ายของเราเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเช่นกัน
เพราะ "อนาคต" เป็น ผลลัพธ์ของ "ปัจจุบัน"
“วันนั้น” ก็เป็นผลลัพธ์จาก สิ่งที่เราทำใน “วันนี้”
การเตรียม "วันนี้" ให้ดีที่สุดทำอย่างไร ?
ดังข้อมูลเหล่านี้
Bronnie Ware พยาบาลชาวออสเตรเลีย ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต
ได้รวบรวมข้อมูลความต้องการก่อนเสียชีวิตไว้อย่างมากมาย
เธอพบว่า 5 อันดับแรก ที่คนใกล้เสียชีวิตรู้สึกเสียดาย และ เสียใจ คือ
1. เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ
หลายคนใช้ทั้งชีวิตทำตามความคาดหวังของคนอื่นตลอดเวลา
จนไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการจริงๆสักที จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
2. ทำงานหนักจนลืมครอบครัว ลืมคนที่เรารักและรักเรา
หลายคนให้เวลาในชีวิตไปกับเรื่องงาน เรื่องสังคม และ เรื่องคนอื่นๆ
(ที่สุดท้ายก็ไม่ได้มีความหมายมากมายในชีวิต) เป็นหลัก
จนละเลยคนที่เรารัก และ รักเรา
เมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หลายคน รู้สึกเสียใจ
3. เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึก โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก
หลายคนรู้สึกอัดอั้นตันใจ ติดค้างอยู่ในใจ และ ขมขื่นมาก
ที่ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว
4. เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนอย่างคุ้มค่า
หลายคนเมื่อถึงเวลาสุดท้าย มิตรภาพเก่าๆ
ได้หวนกลับมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง
และรู้สึกเสียดายเมื่อตอนที่มีโอกาสได้ละเลยสิ่งนี้ไป
5. เสียใจที่ไม่ได้เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หลายคนใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างอมทุกข์
เพราะความกลัวจึงไม่กล้าเปลี่ยนแปลง
หรือ ไม่เคยอนุญาตให้ตนมีความสุข เพราะ เข้มงวดกับตนเองมากเกินไป
หรือ เพราะความโกรธแค้นฝังใจ จึงหาความสุขทางใจไม่ได้เลย
เมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้าย จึงรู้สึกเสียดายโอกาสในชีวิตที่ตนไม่ได้เคยใช้ชีวิตจริงๆสักที
(แต่กลับถูกชีวิตใช้มาโดยตลอด) ><"
จาก 5 สิ่งที่กล่าวมา สิ่งที่มีคุณค่าและความหมายกลับไม่ใช่สิ่งภายนอกหรือสังคมอะไรเลย
กลับเป็น ตัวเอง และ คนที่เรารัก
เมื่อ"วันนี้" เรายังมีโอกาส
เราที่ยังมีชีวิตอยู่
เราที่ยังหายใจ
เราที่ยังทำอะไรต่ออะไรได้
ใช้โอกาสที่ยังมีนี้ให้คุ้มค่า ทั้งกับตัวเราเอง และ คนที่เรารัก
เพราะที่สุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือ
ความสุข และ ความอิ่มใจในชีวิต
ซึ่งความสุข และความอิ่มใจในชีวิต เกิดจาก
- การได้ดูแลตัวเอง
- การได้ดูแลคนที่เรารัก
- ได้ทำสิ่งที่รู้สึกมีคุณค่า
ลองกลับมาทบทวนนะคะ ว่า "วันนี้ เรา ทำแล้วหรือยัง" นะคะ
เพราะ เมื่อ “เวลานั้นของเรามาถึง” ^___^
จะได้เป็นเวลาที่งดงามที่สุดสำหรับเราจริงๆค่ะ
เพราะเรารู้สึกอิ่มใจในชีวิตแล้วค่ะ
ก่อนที่.......
"My time has come"
บทความโดย พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ: http://www.youtube.com/watch?v=0c9sI2-TDS0
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
4 วิธี เปลี่ยนจากความล้มเหลว ไปสู่ ความสำเร็จ
ความล้มเหลวเป็นของแสลงที่ทุกคนล้วนไม่อยากเจอนะคะ
เป็นคำที่โหดร้ายมาก
โดยเฉพาะกับหลายๆคนที่มุ่งใฝ่สำเร็จเป็นที่ตั้งนะคะ
จะยิ่งแย่กับสิ่งนี้มากขึ้นเป็นทวีคูณค่ะ
จะยิ่งแย่กับสิ่งนี้มากขึ้นเป็นทวีคูณค่ะ
แต่ในชีวิตหลายครั้งเราไม่สามารถทำให้ตนเองประสบความสำเร็จตลอดเวลาได้
เพราะ
มีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่เหนือการควบคุม
ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวเรื่องความรัก
เรื่องงาน เรื่องเรียน หรือ อื่นๆที่จะเกิดขึ้นได้ในชีวิต
แม้เราไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว
แม้เราไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว
เราจะทำอย่างไรต่อไป
ตรงนี้สำคัญกว่านะคะ
ไม่มีใครอยากอยู่กับความล้มเหลวไปตลอดชีวิต
แล้วเราจะเปลี่ยนจากความล้มเหลวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไรบ้าง
ลองดูกันนะคะ ^__^
แล้วเราจะเปลี่ยนจากความล้มเหลวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไรบ้าง
ลองดูกันนะคะ ^__^
1.ทบทวนความล้มเหลวนั้น
การเรียนรู้จากอดีต
เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากค่ะ
มีคนกล่าวว่า
มีคนกล่าวว่า
“ในชั้นเรียนชีวิต
มรสุมอันโหดร้าย 1 ครั้ง จะสร้างบทเรียนให้เรา 1 บท
แต่ละบทจะหล่อหลอมให้เราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ขึ้นทุกครั้งที่เราสอบผ่าน”
ดังนั้นการเรียนรู้จากอดีต จึงเป็นคุณค่าที่เงินทองซื้อไม่ได้เลยนะคะ
การเรียนรู้จากอดีตเรียนรู้อย่างไร?
แต่ละบทจะหล่อหลอมให้เราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ขึ้นทุกครั้งที่เราสอบผ่าน”
ดังนั้นการเรียนรู้จากอดีต จึงเป็นคุณค่าที่เงินทองซื้อไม่ได้เลยนะคะ
การเรียนรู้จากอดีตเรียนรู้อย่างไร?
เรียนรู้ว่า ครั้งนั้น
1.
ได้ทำอะไรลงไป
2.
ครั้งนั้นคิดอย่างไร
3.
ครั้งนั้นรู้สึกอย่างไรถึงทำแบบนั้น
ถ้าเราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง
จะเกิดประโยชน์มหาศาลกับการใช้ชีวิตข้างหน้าค่ะ
แต่การจะเรียนรู้จากความล้มเหลวได้
ใจต้องเปิดก่อนนะคะ
เพราะ ถ้าใจปิด ไม่ยอมรับ ความผิดพลาด ความไม่ประสบความสำเร็จครั้งนั้น
ไม่มีทางที่จะเกิดการทบทวน และ นำมาสู่การเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงได้ค่ะ
การเรียนรู้เกี่ยวกับความล้มเหลว ไม่ใช่การนั่งโทษตัวเอง หรือ ตำหนิตัวเอง
แต่เป็นการเปิดใจ การยอมรับ และ การเข้าใจ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
เพราะ ถ้าใจปิด ไม่ยอมรับ ความผิดพลาด ความไม่ประสบความสำเร็จครั้งนั้น
ไม่มีทางที่จะเกิดการทบทวน และ นำมาสู่การเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงได้ค่ะ
การเรียนรู้เกี่ยวกับความล้มเหลว ไม่ใช่การนั่งโทษตัวเอง หรือ ตำหนิตัวเอง
แต่เป็นการเปิดใจ การยอมรับ และ การเข้าใจ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
และ ใช้ความล้มเหลวครั้งนั้นเป็นบทเรียนชั้นดี เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่าค่ะ
บางครั้ง
เรื่องบางเรื่องในชีวิต กว่าเราจะรู้ทางที่ถูก เราต้องผ่านการรู้ว่าทางไหนผิดก่อนนะคะ
ขั้นตอนที่ล้มเหลว
จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากค่ะ เพราะเป็นขั้นที่กำลังจะนำเราไปสู่ความสำเร็จค่ะ
เหมือนกับว่า
ความล้มเหลวเป็นขั้นตอนหนึ่งของความสำเร็จเลยทีเดียวค่ะ
2. กลับมาดูใจตัวเอง ว่ากำลังจมทุกข์อยู่หรือเปล่า ?
ขั้นตอนนี้สำคัญมากอีกเช่นกันค่ะ
ว่า กำลังจมกับความรู้สึกแย่ๆอยู่หรือเปล่า
เช่น
ความรู้สึกอับอาย รู้สึกความเศร้า ความรู้สึกชอกช้ำใจ
เรากำลังโทษตัวเอง
หรือ ด่าทอตัวเอง หรือ รู้สึกโกรธเกลียดตัวเองอยู่หรือ่เปล่า
หรือ
เรากำลังโทษคนอื่น ด่าทอ โกรธเกลียดคนอื่นอยู่หรือเปล่า
ถ้าใช่.......
ควรจะฝึกปล่อยวางความรู้สึกแย่ๆที่มีต่อตัวเองและคนอื่นลงนะคะ
เป็นธรรมดาที่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง เราก็อดจะรู้สึกแย่ไม่ได้นะคะ
การเกิดความรู้สึกแย่ๆเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไม่ต้องเก็บกด หรือ ปฏิเสธว่าไม่รู้สึก
เพราะ ถ้าไม่รู้สึกเลยคงแปลกมากกว่านะคะ
แต่การจมกับมันมากไป ก็ไม่เป็นผลดีเช่นกันค่ะ
เป็นธรรมดาที่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง เราก็อดจะรู้สึกแย่ไม่ได้นะคะ
การเกิดความรู้สึกแย่ๆเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไม่ต้องเก็บกด หรือ ปฏิเสธว่าไม่รู้สึก
เพราะ ถ้าไม่รู้สึกเลยคงแปลกมากกว่านะคะ
แต่การจมกับมันมากไป ก็ไม่เป็นผลดีเช่นกันค่ะ
เพราะการจมกับความรู้สึกแย่ๆ การเฝ้าตัดสินตนเอง
เฝ้าตำหนิตนเอง มีแต่ทำให้ตนเองทุกข์ใจ เป็นการบั่นทอนพลังใจตนเองไปเปล่าๆค่ะ
เพราะการก้าวไปข้างหน้าได้ดี จำเป็นต้องมีพลังใจที่ดีด้วยนะคะ
ดังนั้น ควรฝึกละเว้นความคิดด้านลบกับตัวเอง และ ผู้อื่น ฝึกให้อภัยตัวเอง และ ผู้อื่น
ถ้าเผลอคิดแว่บไปด่าทอตัวเอง หรือ ผู้่อื่น ฝึกรู้ทันและปล่อยวางความคิดด้านลบนั้นๆนะคะ
เพราะการก้าวไปข้างหน้าได้ดี จำเป็นต้องมีพลังใจที่ดีด้วยนะคะ
ดังนั้น ควรฝึกละเว้นความคิดด้านลบกับตัวเอง และ ผู้อื่น ฝึกให้อภัยตัวเอง และ ผู้อื่น
ถ้าเผลอคิดแว่บไปด่าทอตัวเอง หรือ ผู้่อื่น ฝึกรู้ทันและปล่อยวางความคิดด้านลบนั้นๆนะคะ
ทำได้บ่อยๆ
จะเป็นส่วนที่สำคัญมากที่ทำให้เรากลับมามีพลังชีวิตในการดำรงชีวิตต่อไปนะคะ
3. หาศักยภาพที่ตนมี
กลับมามองตนเองอีกครั้ง
มองอย่างยุติธรรมด้วยนะคะ
ว่าเรามีข้อดีอะไรบ้าง
เรามีศักยภาพตรงไหนบ้าง
และ เริ่มจากสิ่งนั้นนะคะ
เพราะ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราเริ่มจากสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราถนัดค่ะ
ส่วนถ้าพิจารณาแล้วไปเจอข้อไม่ดี ไม่ต้องรู้สึกท้อใจนะคะ
และ เริ่มจากสิ่งนั้นนะคะ
เพราะ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราเริ่มจากสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราถนัดค่ะ
ส่วนถ้าพิจารณาแล้วไปเจอข้อไม่ดี ไม่ต้องรู้สึกท้อใจนะคะ
ยอมรับอย่างที่เป็นและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ค่ะ
ขอเพียงเรา
รักสิ่งนั้นจริง เราแก้ไขและ พัฒนาตนเองได้ค่ะ
ตามศักยภาพที่มีอยู่ค่ะ
4.
ทำให้แตกต่างจากเดิม
เมื่อได้เรียนรู้จากอดีตอันมีค่านั้นแล้วสิ่งที่จะทำต่อไปคือ
ลองมองดูว่า
จะทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมไปได้บ้าง
เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ
ที่จะปรับเปลี่ยนบางอย่าง ที่ทำสิ่งต่างๆออกมาได้ดีขึ้นค่ะ
ด้วยศักยภาพที่เรามี ด้วยใจที่พร้อม
ด้วยความเข้าใจในบริบทที่จะทำมากขึ้น
เมื่อนั้นความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ
เมื่อนั้นความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ
ความล้มเหลว
ไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจของชีวิตนะคะ
บางทีอาจจะเป็นของขวัญที่ห่อมาไม่สวย
แต่ข้างในเป็นของที่มีค่ายิ่งนะคะ
เพราะประสบการณ์จากตรงนั้นทำให้เราโตขึ้นเสมอนะคะ
สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่งค่ะ
มีคนที่ประสบความสำเร็จมากมายในชีวิตที่ประสบความล้มเหลวมาก่อนนะคะ
เช่น
ผู้พันแซนเดอร์ส ตำนาน KFC
หรือ
เจ. เค. โรว์ลิง ผู่แต่งวรรณกรรมโด่งดัง เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์
หรือ
ไมเคิล จอร์แดน ผู้เป็นตำนานนักบาสเกตบอลชื่อก้องโลก
ถ้าได้อ่านประวัติของเขาเหล่านี้
ล้วนเคยผ่านช่วงชีวิตที่ประสบความล้มเหลว ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี
ก่อนจะที่เขาจะประสบความสำเร็จนะคะ
ความล้มเหลวกับความสำเร็จใกล้กันนิดเดียวนะคะ
ขอเพียงเรารู้จักนำโอกาสที่ได้เรียนรู้จากความล้มเหลว....มาเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่ให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จค่ะ
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ :
http://upcycleyou.files.wordpress.com/2012/03/lifelesson1.png
วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557
บอลโลก ให้สุขหรือให้ทุกข์กันแน่?
ช่วงเทศกาลบอลโลก
เป็นเทศกาลที่หลายคนรอคอย เพราะ 4 ปีมีเพียงครั้งเดียว รวมนักฟุตบอลระดับโลกมากมาย
จึง เป็นทัวร์นาเมนท์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับคอบอล
เทศกาลจึงเป็นเทศกาลแห่งความสุข ได้ดูคู่บอลสุดยอดของโลก
ได้ลุ้นทีมที่ตนรักตนเชียร์
จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้หลายคนกลับมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม
เป็นความบันเทิงที่ช่วยแก้ความเซ็ง ความเบื่อ ความเหงา ความรู้สึกแห้งเหี่ยว ในใจได้อย่างดี
ให้ใจกลับมาชีวิตชีวาอีกครั้งค่ะ ^ ^
แต่เทศกาลแห่งความสุขอันเปี่ยมล้นของเหล่าคอบอลนี้
สิ่งที่ต้องระวัง ก็แอบแฝงมาเช่นกันค่ะ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับชีวิตของเราอีกด้าน โดยเราไม่รู้ตัวนะคะ
ดังนั้นถ้าเรารู้ว่าอาจจะเกิดผลกระทบอะไรกับเราได้บ้าง
จะช่วยให้เราสามารถบริหารชีวิตของเราได้อย่างดียิ่งขึ้นค่ะ
ช่วงบอลโลกของเรา ก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขได้อย่างแท้จริงค่ะ
สิ่งที่ต้องระวัง ในการเฝ้าติดตามบอลโลก คือ
1. เสียสุขภาพ
- จาก ภาวะ อดนอน
เนื่องจากบอลโลกการแข่งขันแต่ละ นัดมารอบดึก
ทำให้ผู้ชมต้องอดตาหลับขาตานอน เฝ้าดูบอล
แน่นอนภาวะเสียสุุขภาพจากขาดการนอน จึงเกิดขึ้นแน่นอน เช่น
- ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น
- ภูมิคุ้มกันในร่างกายแย่ลง ช่วงนี้หลายคนจะเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นค่ะ
- สมาธิ ความจำ แย่ลง
ภาวะอดนอนนอกจากมีผลกับร่างกายทำให้อ่อนเพลียแล้ว
ยังทำให้การทำงานของสมองแย่ลง ขาดความกระปรี้กระเปร่า กลายเป็นคนเบลอๆ งงๆ ในระหว่างวันได้
- โรคเก่ากำเริบได้
คนที่มีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ
การติดตามดูบอลอย่างต่อเนื่อง ทำให้การพักผ่อนไม่เพียงพอ
วงจรการหลับ- การตื่นเสียศูนย์ไป
ส่งผลทำให้โรคเก่ากำเริบได้ค่ะ
2. เสียสุขภาพจิต
- ทำให้หงุดหงิดง่ายขึ้น อารมณ์ใจคอไม่สดชื่น
จากภาวะร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ
- เกิดภาวะจิตตก
จากทีมรักพ่ายแพ้ เกิดความเศร้า เสียใจ โกรธ หงุดหงิดได้
ถ้าใครที่เล่นพนันบอล อาการทางอารมณ์จะยิ่งรุนแรงกว่าปกติหลายเท่าค่ะ เพราะ มีส่วนได้ส่วนเสียมากเป็นทวีคูณค่ะ
3. เสียการเสียงาน
เนืองจาก สภาพร่างกายอ่อนเพลีย และ สมองไม่แล่น สมาธิ ความจำแย่ลง
รวมถึงสภาพอารมณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้เสียประสิทธิภาพการทำงานได้
4. เสียความสัมพันธ์
เช่น ห่างเหินกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน
ในความสัมพันธ์ทุกคนล้วนอยากให้คนรักใส่ใจตน
แต่เมื่่อคนรักหันไปสนใจบอลมากกว่าตน
แน่นอนค่ะ
ความร้าวฉานเกิดขึ้นแน่นอน!!
หลายคู่ทะเลาะเบาะแว้งกัน
เกิดจากความน้อยใจ ที่อีกฝ่าย ห่างเหิน เย็นชา ไม่ใส่ใจตนเหมือนก่อน
เพราะไปสนใจฟุตบอลแทน
หรือในขณะที่แฟนอยากนอน การที่คุณตื่นขึ้นมาดูบอลอาจรบกวนการนอนแฟนคุณได้
แฟนคุณหงุดหงิดได้ค่ะ
จึงเกิดทะเลาะเบาะแว้งได้ค่ะ
รวมถึงการไปดูบอลนอกบ้าน ถ้าไปบ่อยๆ ก็มีผลทำให้แฟนคุณรู้สึกแย่ได้เหมือนกัน
หรือการคุยข่มทับกัน ทีมตนชนะ ไปว่าข่มทีมที่แพ้
อาจทำให้อีกฝ่ายเสียใจ จนเสียเพื่อนได้ค่ะ
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ มีดังนี้ค่ะ คือ
1. จัดตารางชีวิตให้มีเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ
เช่น ถ้าต้องตื่นขึ้นมาดูตอนกลางดึก วางแผนตารางชีวิตของตนให้ดี
เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ อาการเสียสุขภาพทางกาย และทางจิตใจจะได้ไม่เกิด หรือ เกิดน้อยที่สุดค่ะ
2. จัดเวลาทำอย่างอื่นบ้าง นอกจากการหมกมุ่นกับเรื่องฟุตบอล
ใน หลายคนนอกจากติดตามเชียร์บอลกันอย่างหนักแล้ว
ในระหว่างวันก็ยังหมกมุ่นกับข้อมูลบอลมาก (โดยเฉพาะคนเล่นพนันบอล)
จนส่งผลให้เสียสุขภาพกาย สุขภาพใจ เสียการเสียงาน และ เสียความสัมพันธ์ได้
ดังนั้นควรจัดเวลาทำอย่างอื่นบ้างค่ะ เพราะ ชีวิตเรายังมีอีกหลายอย่างที่สำคัญและต้องใส่ใจค่ะ
3. ใส่ใจการงาน
อย่าถึงขนาดเชียร์บอลจนเสียงาน เสียความรับผิดชอบเลยนะคะ
เพราะ งานคือเงิน เงินก็คืองาน บันดาลสุข อยู่นะคะ
4. ใส่ใจความสัมพันธ์
อย่าอินกับบอลจน จนลืมหันกลับมาดูแลคนใกล้ตัวนะคะ
ใส่ใจเขาเหมือนที่เคยใส่ใจกัน การดูบอลของคุณก็มีความสุขมากขึ้นค่ะ
5. ใส่ใจคำพูด
เนื่องจากบางคนอินกับบอลมาก เวลาพูดจา ไม่ทันระวัง จนเกิดกระทบกระทั่งกันได้ค่ะ
เช่นพูดชมทีมตนเอง ข่มทีมคนอื่น
หรือ เมื่อทีมของตนแพ้ แล้วไม่พอใจทีมชนะ
ไปว่าทีมนั้นเสียๆหายๆ เกิดความหมางใจทะเลาะเบาะแว้งได้ค่ะ
จึงควรระมัดระวังคำพูดไม่ให้น่าหมั่นไส้ หรือ ไปทำร้ายจิตใจคนอื่นค่ะ
6. อย่าลืมดูแลสุขภาพกาย ให้ฟิตพอกับการดูบอลเป็นเดือนค่ะ
เช่น ออกกำลังกาย
หลายคนพอดูบอลเลยละทิ้งการออกกำลังกายไป
การออกกำลังกายจริงๆก็สำคัญนะคะ
การดูเขาเล่นบอลออกกำลังกายอย่างเดียว ไม่ทำให้เราแข็งแรงตามเขาไปได้ค่ะ
ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรงค่ะ
ยิ่งบางคนเชียร์บอลดึก เลยทานมื้อดึกมากขึ้น หรือ ดื่มน้ำอัดลม หรือ แอลกอฮอล์มากขึ้น
พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้ทำลายสุขภาพได้ค่ะ
ควรระมัดระวังอาหารทำลายสุขภาพค่ะ
7. อย่าลืมดูแลสุขภาพใจ
อย่างที่กล่าวไป การติดตามบอลส่งผลกับอารมณ์ได้
นอกจากการอดนอนแล้ว
การอินกับทีมรักมาก ส่งผลให้อารมณ์แปรปรวนได้ค่ะ
ดังนั้นอย่าลืมดูแลจิตใจตนเองด้วยนะคะ
เวลาที่ทีมรักชนะ ไม่ค่อยมีปัญหานะคะ
แต่เวลาทีมแพ้ จิตจะตกมากค่ะ
อย่าลืมกลับมาใส่ใจดูแลจิตใจตนเองด้วยนะคะ
"ด้วยการฝึกปล่อยวาง"
และบางทีอาจมีคนที่ชอบพูดจาทับถมทีมแพ้
ก็"อย่าไปใส่ใจ"นะคะ ใส่ใจกับคำพูดเหล่านีัไม่มีประโยชน์ค่ะ
เพราะ ไม่ใช่คำพูดที่มีคุณค่าอะไรค่ะ
ที่กล่าวมาทั้งหมด ข้อสรุปเป็นเคล็ดลับง่ายๆ 4 ข้อในการดูแลตนเองช่วงบอลโลก ด้วยหลัก 4 ดูนะคะ :)
ดูแลกาย
ดูแลใจ
ดูแลงาน
ดูแลความสัมพันธ์ ค่ะ
ส่วนถ้าใครไม่ได้แค่ดูบอลธรรมดา แต่เล่นพนันบอลด้วยแล้ว ความสูญเสียจะยิ่งทวีคูณทุกอณูของชีวิตค่ะ
ทั้งสูญเสียสุขภาพกาย สุขภาพใจ เสียงาน เสียความสัมพันธ์ เสียทรัพย์ เสียอนาคต และ อาจเสียชีวิตได้ค่ะ
ดังนั้นบทความต่อไปจะกล่าวถึง การเล่นพนันบอล และ แนวทางการแก้ไขค่ะ
ว่าเราจะดูแลคนใกล้ตัว หรือ ตัวเองอย่างไร เมื่อประสบปัญหานี้ค่ะ
บทความโดย แพทย์หญิง ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
ภาพประกอบจาก : http://men.mthai.com/grooming/38804.html
วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
#4วิธีดูแลจิตใจคนรอบข้างในช่วงการเมืองวุ่นวาย
หลังจากที่ทราบ สาเหตุ และ ผลกระทบด้านจิตใจ จากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง
ใน #ความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลต่อจิตใจอย่างไร
และ ทราบแนวทางการดูแลตัวเอง ในสถานการณ์เหล่านี้
ใน #7วิธีดูแลใจตัวเองในช่วงการเมืองวุ่นวาย
ในตอนนี้ จะกล่าวถึง แนวทางการดูแลคนรอบข้าง คนใกล้ต้ว หรือ คนในสังคมกันนะคะ
การดูแลคนรอบข้าง
กรมสุขภาพจิตได้แนะนำไว้ 4 ข้อนะคะ
1. รับฟัง
เป็นขั้นตอนแรก ที่สำคัญมากค่ะ
เพราะ ทุกวันนี้ที่ขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน หมางใจกัน
ส่วนหนึ่งเพราะขาดการรับฟังกันค่ะ
เพราะ เราบางครั้ง ใจเราก็เผลอมีอคติ (รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ต้วบ้าง)
ยึดถือแต่ความคิดตนเองบ้าง เราจึงไม่ค่อยฟ้งกันเท่าไหร่ค่ะ ^^"
การรับฟัง และ รับฟังอย่างเข้าใจ
เคารพความคิดของกันและกัน
ฟังโดยวางการตัดสิน
ฟังโดยวางอคติที่เกิดขึ้น ขณะที่ฟัง
จึงเป็นต้นทางของการเยียวยาใจกันกับคนรอบข้าง กับคนในสังคมค่ะ
2. ชื่นชม
แม้อีกฝ่ายความคิดเห็นอาจไม่ตรงกับเรา
หรือ แม้อยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ในรายละเอียดอาจเห็นต่างจากเรา
เราฟังแล้วอาจเผลอหงุดหงิดใจ
การฝึกเปิดใจกว้างๆ รับฟังความคิดเห็นของอีกฝั่ง
บางทีสิ่งที่เขาคิด ก็มีด้านดีๆ อยู่ ที่เราอาจมองไม่เห็นในตอนต้น
เพราะ เชื่อและปักใจกับความคิดของตนเองอย่างมาก
จนมีอคติและการตัดสินบังตาอยู่
การเปิดใจ ทำให้เราเองได้ความรู้ใหม่ๆ
เข้าใจอะไรกว้างขึ้น เป็นกำไรหนึ่งของการใช้ชีวิต
เพราะการติดอยู่กับกรอบเดิมๆ มากเกินไป
อาจทำให้เราอยู่ในโลกที่แคบลง
เมื่อเราเปิดใจมากขึ้น มองเห็นด้านดีๆ ของความคิดที่แตกต่าง
การชื่นชม จะด้วยความรู้สึก คำพูด สีหน้า แววตาท่าทาง
ช่วยทำให้เกิดบรรยากาศทีดีๆ
เกิดความวางใจ และ เกิดความรู้สึกยอมรับในกันและกันค่ะ
3. ห่วงใย ให้กำลังใจ
เพราะช่วงเวลาที่จิตตก ความห่วงใยและกำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญมาก
เพราะ อย่างที่่กล่าวในตอนที่ 1 นะคะ
ผลจากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง มีผลกระทบกับจิตใจได้มาก
บางคนอาจบอกเราออกมา ขณะที่บางคนอาจไม่พูดอะไร
แต่จริงๆข้างในรู้สึก
การให้ความห่วงใย ใส่ใจกันและกัน
ให้กำลังใจกันและกัน
เหมือนเป็นยาวิเศษที่ชโลมใจ ในยามที่รู้สึกจิตใจรู้สึกแห้งผาก
อ่อนระโหยโรยแรง จากความเรื้อรั้งของเหตุการณ์วุ่นวาย
จนทำให้ใจอ่อนล่า อ่อนเพลียได้อย่างมากค่ะ
การแสดงความห่วงใย ใส่ใจ ถามไถ่ ส่งกำลังใจให้กัน
ด้วยคำพูด ด้วยแววตา สีหน้าท่าทาง ที่ออกมาจากใจ
จะช่วยให้จิตใจที่กำลังห่อเหี่ยวกลับมามีเรี่ยวแรง มีชีวิตชีวา อีกครั้งได้ค่ะ
4. คำแนะนำ
ในเวลาที่สภาพจิตใจย่ำแย่ หลายคร้้งจะหาทางออกไม่ได้
เพราะ มองไม่เห็นทางออก มองเห็นแต่ทางตัน
การให้คำแนะนำ จึงมีความสำคัญค่ะ
เพราะเป็นการช่วยชี้ทางสว่าง ให้เห็นทางออกได้ค่ะ
แต่ควรทำเป็นลำดับสุดท้ายค่ะ ทำเมื่อเข้าใจปัญหาเขาแล้ว
เพราะถ้าทำตั้งแต่ต้น จะทำให้คนที่กำลังเครียด
รู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขา และ ไม่อยากรับฟังเขาได้ค่ะ
เพราะ หลายครั้งเราอาจแนะนำไปไม่ตรงกับปัญหาของเขาก็มีค่ะ
เพราะ เรายังไม่ทันเข้าใจปัญหาของเขาดีพอค่ะ
การรีบให้คำแนะนำ อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกแย่ มากกว่า ความรู้สึกดีค่ะ
แต่ในบางครั้ง บางคนอาจไม่ต้องการคำแนะนำนะคะ
ต้องการเพียงคนรับฟัง รับฟังอย่างเข้าใจค่ะ
แค่นั้นก็รู้สึกดีมากๆแล้วค่ะ
ณ จุดนั้น คำแนะนำอาจไม่จำเป็นค่ะ
การดูแลกันและกัน นอกจากทำให้คนรอบข้างมีความสุขมากขึ้น
ตัวเราก็มีความสุขมากขึ้นไปด้วยค่ะ
เพราะ บรรยากาศรอบตัวดีขึ้น
และ ยิ่งเป็นคนที่เรารัก ถ้าเราทำให้เขามีความสุข เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นค่ะ
การเข้าใจในกันและกัน เห็นใจกัน
ช่วยกันดูแลกันและกัน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะ ขณะนี้ทุกคนตกอยู่ในเรือลำเดียวกัน ลำที่ไม่รู้ว่าประเทศจะไปทิศไหนเหมือนกัน
การเมตตาต่อกันจะช่วยให้เรือลำนี้รอดมากขึ้น
ขณะที่เหตุการณ์ทางการเมืองยังวุ่นวาย
แต่เราสามารถช่วยกันดูแล
จิตใจของตนเอง
จิตใจของคนอื่น
และ จิตใจของคนในสังคม ไม่ให้วุ่นวาย สับสนตามการเมืองได้นะคะ
เป็นกำลังใจให้กับคนไทยทุกคนนะคะ
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ : http://www.lowestoft.ac.uk/college-courses/access-to-higher-education/access-to-social-work-and-social-care-professions-level-3.aspx
#7วิธีดูแลใจตัวเองในช่วงการเมืองวุ่นวาย
จากตอนที่แล้ว
#ความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลต่อจิตใจอย่างไร
ได้กล่าวถึงผลกระทบด้านจิตใจและสาเหตุ ที่ทำให้ใจเราไม่สงบ เกิดความปั่นป่วนใจตลอดเวลา จากเหตุการณ์ทางการเมือง
ในตอนนี้ จะกล่าวถึง ว่าเมื่อเกิดความปั่นป่วนใจ
เราจะมีวิธีดูแลจิตใจตนเอง และ คนรอบข้างได้อย่างไรบ้างค่ะ
การดูแลตนเอง
1. การรับข่าวสาร ควรรับฟังข่าวสารอย่างมีสติ ฟังหู ไว้หู
เพราะกระแส social media เช่น facebok หรือ line หรือ twitter เรื่องทุกอย่างส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว การกลั่นกรองก่อนส่งแทบไม่มี
ดังนั้นเป็นวิจารณญาณของผู้รับสาร ที่จะต้องรับสารอย่างมีสติ และ กลั่นกรอง ก่อนเชื่อ ก่อนอิน ไปกับข้อมูลข่าวสาร
การอินข้อมูลโดยขนาดสติ ขาดการกลั่นกรอง ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆได้มากค่ะ
2. ระวัง “อคติ”
ในทางพุทธกล่าวถึง อคติ ไว้ 4 อย่าง คือ
อคติเพราะความรัก
อคติเพราะความชัง
อคติเพราะกลัว
และ อคติเพราะความไม่รู้
เนื่องจากโลกยุคข่าวสารหลั่งไหล มีข้อมูลหลายอย่างที่กระตุ้นอารมณ์มาก ทั้งความรัก(พวกตน) และ ความเกลียดชัง(ฝ่ายตรงข้าม)
แต่หลายครั้งขาดข้อเท็จจริง
ดังนั้นเมื่อเสพข้อมูลข่าวสาร ควรระวัง อคติ 4 อย่างนี้ในใจเสมอ
เพราะ สงครามกลางเมืองในหลายประเทศ เกิดจากความอคติเหล่านี้ ทั้งความรัก (พวกตน) และ ความชัง (พวกตรงข้าม)
เกิดจากอคติจากความหลง ความไม่รู้ ว่าตนเสพข่าวสารเท็จ
ที่แต่งให้ดราม่า น่าสะเทือนใจ เพิ่มดีกรีความรัก ความชัง เสี้ยมกันไม่หยุดหย่อน
จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่แสนสะเทือนใจในหลายประเทศ
เช่น ที่รวันดา (ค.ศ. 1994) หรือ ที่ประเทศไทย เหตุการณ์ 6 ตุลา คนในชาติเดียวกันลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง จากความเกลียดชังกัน จา่กข้อมูลเท็จที่ใส่ความกัน เป็นต้น
สิ่งที่ต้องระวังคือ คนที่รู้สึกว่าตนเป็นกลาง แต่จริงๆแล้วมีอคติอยู่แต่ไม่รู้ตัว จึงยิ่งน่ากลัว
เพราะ ในปุถุชน มีรัก โลภ โกรธ หลง ประจำใจ
ไม่มีทางที่จะเป็นกลางได้อย่างแท้จริง
เพราะความรัก ความชัง ล้วนมีอยู่แล้วในตัวปุถุชนที่ยังมีกิเลสทุกคน
สำคัญคือการรู้ทันความรัก รู้ทันความชัง ที่เกิดขึ้นในใจ
ฝึกรู้ทันบ่อยๆ
จะช่วยลด อคติ ที่เกิดขึ้นได้ค่ะ
เมื่ออคติลดง การกระทำที่ถูกต้อง(จากการมีสติ) ถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงค่ะ
3. ลดการตัดสินตนเองและคนอื่น
การตัดสินตนเองมาก ทำให้รู้สึกผิดง่าย มากเกินไป
การตัดสินคนอื่นมาก ทำให้รูสึกโกรธกับสิ่งต่างๆ และคนอื่นๆ ง่าย มากเกินไป
และ บางทีเราก็ตัดสินผิด เพราะ เข้าใจผิดก็มากค่ะ
การตัดสินล้วนแต่ก่อให้เกิดอารมณ์ด้านลบมากกว่าอารมณ์ด้านบวก
และส่งผลต่อความสัมพันธ์ ที่ไม่ดี ทั้งกับตนเอง และ คนอื่นๆ
ลดการตัดสินตนเองและคนอื่นลงบ้าง
จะช่วยให้ความรู้สึกของเราและคนอื่นดีขึ้นได้ค่ะ
4. ลดการเสพข่าวสาร
ยิ่งเสพข่าวสารมากยิ่งกระตุ้น อารมณ์ต่างๆที่อย่างกล่าวข้างต้นได้มากค่ะ หรือ
ถ้าช่วงนั้นเครียดไม่ไหวจริงๆ งดการเสพข่าวสารชั่วขณะ เพราะเรื่องใหญ่ๆ อย่างไรเราต้องรู้อยู่แล้วค่ะ
ส่วนเรื่องเล็กๆก็ช่างมันไปก่อนค่ะ
เพราะ ถึงรู้ กับ ไม่รู้ ผลในการดำเนินชีวิตอาจไม่ต่างกันค่ะ
5. หาเวลาพักผ่อนในแบบอื่นๆ นอกจากการเล่น social media
เพื่อลดการเสพข่าวสารที่กระตุ้นอารมณ์
การพักผ่อนในแบบอื่นๆ ทำให้จิตใจได้เบิกบานผ่อนคลาย
มีผลดีกับสุขภาพกายและใจมากกว่าค่ะ
เช่น การออกกำลังกาย การไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
การอ่านหนังสือเล่มโปรด การดูหนัง ฟังเพลง การพบปะสังสรรค์ กับเพื่อนๆ การหากิจกรรม งานอดิเรก กับเพื่อน กับคนในครอบครัว
ได้พักผ่อนจริงๆทั้งกายและใจ และ ได้สร้างความสัมพันธ์ดีๆด้วยค่ะ
6. ระวังความคิด ความมโน ของตนเอง
บางเรื่องยังไม่ได้มีอะไรมาก แต่ความคิด ความมโน ของเราเอง ทำให้ทุกข์ไปมากค่ะ ฝึกการรู้ทัน ความคิด ความมโน ของตนเองนะคะ
หางานอดิเรกทำ อย่าปล่อยเวลาให้ว่างๆ
เพราะเวลาว่างหลายคนจะยิ่งคิดมากค่ะ เวลาว่างทำให้ยิ่งฟุ้งซ่านง่ายขึ้นค่ะ
ตอนแรกหลายคนบอกว่าไม่ได้ทุกข์ใจอะไร
แต่พอมีเวลาว่างนั่งคิดนู่นนี่ไปเรื่อยๆ จู่ๆก็ทุกข์ขึ้นมาค่ะ จากความคิดที่ฟุ้งๆไปของตนเองค่ะ
7. ลดความคาดหวังที่สูงเกินไป
เจตนาที่ดีที่อยากเห็นประเทศดี มีการพัฒนาเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
แต่ถ้าคาดหวังไว้มากในขณะที่ปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้อ
จะทำให้ผิดหวัง ท้อแท้ เสียใจ และ โกรธเคืองทุกสิ่งได้มากค่ะ
ความต้องการดูแลบ้านเมือง เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามากไปจะเป็นทกุข์ได้ค่ะ
ดังนั้นการหันกลับมาดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ
เพราะ ถ้าเราแต่ละคนสภาพจิตใจแย่กันไป บ้านเมืองก็คงจะลำบากเหมือนกันค่ะ
บ้านเมืองจะดีหรือไม่ ขึ้นกับคุณภาพกาย คุณภาพใจของคนในประเทศค่ะ
ดังนั้นดูแลบ้านเมืองแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ
หลังจากดูแลตัวเองแล้ว เราสามารถดูแลคนรอบข้างได้นะคะ
ตามลิงคนี้ค่ะ
#4วิธีดูแลจิตใจคนรอบข้างในช่วงการเมืองวุ่นวาย
#ความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลต่อจิตใจอย่างไร
ความวุ่นวายทางการเมือง นอกจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และ การดำเนินชีวิตในสังคมแล้ว
ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจได้อย่างมากด้วยค่ะ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยที่ผ่านมา ในช่วงหลายปีมานี้ และในช่วงปีนี้ที่มีเหตุการณ์หลายอย่าง
ทำให้สภาพจิตใจของคนไทยหลายๆคน ได้รับผลกระทบกันไปต่างๆกัน
มากบ้างน้อยบ้าง
แล้วแต่สิ่งที่ตนเองได้รับผล และความใส่ใจกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
เรามาดูผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองนะคะ
1. ความวิตกกังวล
สาเหตุ
เหตุการณ์ที่หาความแน่นอนไม่ได้ ไม่รู้จะไปทิศทางใด ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นในใจ
กระตุ้นมโนด้านลบไปได้มาก สร้างความรู้สึกวิตกกังวลได้อย่างมาก
หรือ ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ถ้าคนใกล้ตัวเป็นคนละฝ่ายกับเรา เราเห็นไม่เหมือนเค้า เกรงการทะเลาะเบาะแว้ง เกรงเขาจะไม่โอเคกับเรา ถ้าเห็นต่างกัน จึงเกิดความวิตกกังวลได้
หรือวิตกกังวลว่าคนที่ตนรักจะได้รับบาดเจ็บ เดือดร้อน จากไปร่วมชุมนุมทางการเมือง
2. ความรู้สึกซึมเศร้า
สาเหตุ
เหตุการณ์ที่ยืดเยื้อหาทางออกไม่ได้ กระตุ้นความรู้สึกสิ้นหวังได้มากค่ะ ทำให้รู้สึกท้อแท้ หดหู่ได้
ยิ่งถ้าใครมีผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น อาชีพการงาน การทำธุรกิจที่ถูกผลกระทบเข้าไปอย่างจัง อาจยิ่งเพิ่มดีกรีความรู้สึกเศร้าและหดหู่ได้มากค่ะ เพราะมีผลความอยู่รอดด้วยค่ะ
3. ความโกรธ
สาเหตุ
จากความเกลียดชัง หรือ ความหงุดหงิดรำคาญ ที่มีต่ออีกฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วยกับแนวคิด
หรือ จากความผิดหวัง ที่มีต่อคนที่เราคาดหวังไว้มาก แล้วเขาไม่เป็นอย่างหวัง
เหล่านี้กระตุ้นอารมณ์โกรธ จนเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ทั้งคำพูด การแสดงออก ท่าทางสีหน้า หรือ เข้าไปทำร้ายกันจนบาดเจ็บ
4. ความกลัว
สาเหตุ
จากความที่เหตุกาณ์ที่ไม่มีความแน่นอน มีความรุนแรงเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ ควบคุมได้ยาก และ หาที่พึ่งพิงไมได้
ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยของการใช้ชีวิต
กระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นได้
5. ความรู้สึกผิด
สาเหตุ
ด้วยสถานการณ์ที่เร้า และเต็มไปด้วยความคาดหวังถึงชัยชนะ ต้องการทุกเสียงแสดงพลังประชาชน ในการสนับสนุนพวกตน และ ต่อต้านฝั่งตรงข้าม
ทำให้บางคนอาจรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามสิ่งที่ฝ่ายตนเรียกร้องให้ออกมา เช่น การชุมนุมเดินขบวน
ส่งผลให้รู้สึกเหมือนตนเองทำผิด ต่อเพื่อน ต่อคนรัก ต่อคนในครอบครัว กระทั่งต่อชาติ ที่ตนไม่ได้ทำอย่างที่ฝ่ายตนคาดหวัง
หรือ บางคนรู้สึกผิดที่พาคนอื่นไปร่วมชุมนุมแล้วเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น ทำให้คนที่ตนพาไปบาดเจ็บหรือเดือดร้อน เกิดความรู้สึกผิดได้
6. ความรู้สึกแปลกแยก
สาเหตุ
ความเห็นต่าง ทำให้หลายคนรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ไม่เป็นที่ยอมรับ ของเพื่อน ของคนรัก ของครองครัว และ ของสังคมที่ตนอยู่
7. ความรู้สึกผิดหวัง เจ็บปวด
สาเหตุ
จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่เป็นไปอย่างที่ตนวาดหวังไว้
หรือ เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าที่ตนคิดไว้
8. ความรู้สึกเก็บกด
สาเหตุ
สถานการณ์ที่ต่างฝ่าย ต่างยึดถือความคิดตนเอง อย่างรุนแรง และ แทบไม่ฟังความคิดความเห็นของอีกฝั่ง
ทำให้บางคนไม่กล้าแสดงความคิด ความเห็น ความรู้สึกใดๆ ออกมาเกรงจะไม่เข้าพวก
เกรงจะไม่เป็นที่รักและยอมรับของคนใกล้ตัว คนในสังคมที่ตนอยู่
เลยต้องเก็บกดความรู้สึก ความคิดเห็นและความปรารถนาของตนเองลงไป
9. เกิดความรู้สึกเป็นฮีโร่
สาเหตุ
เกิดจากสถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่ กระตุ้นความรู้สึกว่าเราต้องเขากู้สถานการณ์ เพื่อผดุงความถูกต้อง ความยุติธรรมเพื่อให้ทุกอย่างออกมาตามอุดมคติ
เพราะ มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแย่ และ ต้องการคนเข้ามากู้วิกฤติ
10. เกิดความรู้สึกฮึกเหิม
สาเหตุ
สถานการณ์ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติ หรีอ กระตุ้นความรู้สึก “พวกเราร่วมกัน ต่อต้านพวกมัน” ทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมได้มากค่ะ
การเจอคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน รักสิ่งเดียวกัน เกลียดสิ่งเดียว เป็นความรู้สึกหลอมรวม รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกถึงการยอมรับที่มีต่อกันและกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเติมเต็มและอิ่มอกอิ่มใจได้อย่างมากค่ะ
จากผลกระทบด้านจิตใจดังที่ได้กล่าวมา มีทั้งความรู้สึกด้านลบ และ ความรู้สึกด้านบวก
แต่ผลทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจ
คือ ทำให้จิตใจขาดความสงบสุข เกิดความปั่นป่วนภายในใจได้ตลอดเวลา ทั้งตัวเราเองและคนรอบข้าง
ส่วนแนวทางการดูแลตัวเอง และ คนรอบข้าง ติดตามได้ตามนี้นะคะ
#7วิธีดูแลใจตัวเองในช่วงการเมืองวุ่นวาย
#4วิธีดูแลจิตใจคนรอบข้างในช่วงการเมืองวุ่นวาย
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ : http://www.citypress.co.za/politics/political-unrest-thai-election-commission-recommends-election-delay/
ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจได้อย่างมากด้วยค่ะ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยที่ผ่านมา ในช่วงหลายปีมานี้ และในช่วงปีนี้ที่มีเหตุการณ์หลายอย่าง
ทำให้สภาพจิตใจของคนไทยหลายๆคน ได้รับผลกระทบกันไปต่างๆกัน
มากบ้างน้อยบ้าง
แล้วแต่สิ่งที่ตนเองได้รับผล และความใส่ใจกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
เรามาดูผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองนะคะ
1. ความวิตกกังวล
สาเหตุ
เหตุการณ์ที่หาความแน่นอนไม่ได้ ไม่รู้จะไปทิศทางใด ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นในใจ
กระตุ้นมโนด้านลบไปได้มาก สร้างความรู้สึกวิตกกังวลได้อย่างมาก
หรือ ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ถ้าคนใกล้ตัวเป็นคนละฝ่ายกับเรา เราเห็นไม่เหมือนเค้า เกรงการทะเลาะเบาะแว้ง เกรงเขาจะไม่โอเคกับเรา ถ้าเห็นต่างกัน จึงเกิดความวิตกกังวลได้
หรือวิตกกังวลว่าคนที่ตนรักจะได้รับบาดเจ็บ เดือดร้อน จากไปร่วมชุมนุมทางการเมือง
2. ความรู้สึกซึมเศร้า
สาเหตุ
เหตุการณ์ที่ยืดเยื้อหาทางออกไม่ได้ กระตุ้นความรู้สึกสิ้นหวังได้มากค่ะ ทำให้รู้สึกท้อแท้ หดหู่ได้
ยิ่งถ้าใครมีผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น อาชีพการงาน การทำธุรกิจที่ถูกผลกระทบเข้าไปอย่างจัง อาจยิ่งเพิ่มดีกรีความรู้สึกเศร้าและหดหู่ได้มากค่ะ เพราะมีผลความอยู่รอดด้วยค่ะ
3. ความโกรธ
สาเหตุ
จากความเกลียดชัง หรือ ความหงุดหงิดรำคาญ ที่มีต่ออีกฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วยกับแนวคิด
หรือ จากความผิดหวัง ที่มีต่อคนที่เราคาดหวังไว้มาก แล้วเขาไม่เป็นอย่างหวัง
เหล่านี้กระตุ้นอารมณ์โกรธ จนเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ทั้งคำพูด การแสดงออก ท่าทางสีหน้า หรือ เข้าไปทำร้ายกันจนบาดเจ็บ
4. ความกลัว
สาเหตุ
จากความที่เหตุกาณ์ที่ไม่มีความแน่นอน มีความรุนแรงเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ ควบคุมได้ยาก และ หาที่พึ่งพิงไมได้
ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยของการใช้ชีวิต
กระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นได้
5. ความรู้สึกผิด
สาเหตุ
ด้วยสถานการณ์ที่เร้า และเต็มไปด้วยความคาดหวังถึงชัยชนะ ต้องการทุกเสียงแสดงพลังประชาชน ในการสนับสนุนพวกตน และ ต่อต้านฝั่งตรงข้าม
ทำให้บางคนอาจรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามสิ่งที่ฝ่ายตนเรียกร้องให้ออกมา เช่น การชุมนุมเดินขบวน
ส่งผลให้รู้สึกเหมือนตนเองทำผิด ต่อเพื่อน ต่อคนรัก ต่อคนในครอบครัว กระทั่งต่อชาติ ที่ตนไม่ได้ทำอย่างที่ฝ่ายตนคาดหวัง
หรือ บางคนรู้สึกผิดที่พาคนอื่นไปร่วมชุมนุมแล้วเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น ทำให้คนที่ตนพาไปบาดเจ็บหรือเดือดร้อน เกิดความรู้สึกผิดได้
6. ความรู้สึกแปลกแยก
สาเหตุ
ความเห็นต่าง ทำให้หลายคนรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ไม่เป็นที่ยอมรับ ของเพื่อน ของคนรัก ของครองครัว และ ของสังคมที่ตนอยู่
7. ความรู้สึกผิดหวัง เจ็บปวด
สาเหตุ
จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่เป็นไปอย่างที่ตนวาดหวังไว้
หรือ เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าที่ตนคิดไว้
8. ความรู้สึกเก็บกด
สาเหตุ
สถานการณ์ที่ต่างฝ่าย ต่างยึดถือความคิดตนเอง อย่างรุนแรง และ แทบไม่ฟังความคิดความเห็นของอีกฝั่ง
ทำให้บางคนไม่กล้าแสดงความคิด ความเห็น ความรู้สึกใดๆ ออกมาเกรงจะไม่เข้าพวก
เกรงจะไม่เป็นที่รักและยอมรับของคนใกล้ตัว คนในสังคมที่ตนอยู่
เลยต้องเก็บกดความรู้สึก ความคิดเห็นและความปรารถนาของตนเองลงไป
9. เกิดความรู้สึกเป็นฮีโร่
สาเหตุ
เกิดจากสถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่ กระตุ้นความรู้สึกว่าเราต้องเขากู้สถานการณ์ เพื่อผดุงความถูกต้อง ความยุติธรรมเพื่อให้ทุกอย่างออกมาตามอุดมคติ
เพราะ มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแย่ และ ต้องการคนเข้ามากู้วิกฤติ
10. เกิดความรู้สึกฮึกเหิม
สาเหตุ
สถานการณ์ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติ หรีอ กระตุ้นความรู้สึก “พวกเราร่วมกัน ต่อต้านพวกมัน” ทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมได้มากค่ะ
การเจอคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน รักสิ่งเดียวกัน เกลียดสิ่งเดียว เป็นความรู้สึกหลอมรวม รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกถึงการยอมรับที่มีต่อกันและกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเติมเต็มและอิ่มอกอิ่มใจได้อย่างมากค่ะ
จากผลกระทบด้านจิตใจดังที่ได้กล่าวมา มีทั้งความรู้สึกด้านลบ และ ความรู้สึกด้านบวก
แต่ผลทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจ
คือ ทำให้จิตใจขาดความสงบสุข เกิดความปั่นป่วนภายในใจได้ตลอดเวลา ทั้งตัวเราเองและคนรอบข้าง
ส่วนแนวทางการดูแลตัวเอง และ คนรอบข้าง ติดตามได้ตามนี้นะคะ
#7วิธีดูแลใจตัวเองในช่วงการเมืองวุ่นวาย
#4วิธีดูแลจิตใจคนรอบข้างในช่วงการเมืองวุ่นวาย
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ : http://www.citypress.co.za/politics/political-unrest-thai-election-commission-recommends-election-delay/
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ชีวิตที่ดี....คืออะไร
ชีวิตที่ดี สำหรับแต่ละคน
คงให้คำนิยามไม่เหมือนกัน
แล้วแต่แต่ละคนให้คุณค่ากับอะไรนะคะ
บางคนอาจให้คุณค่ากับการมีการงานดี มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นคนเด่นดังในสังคม
บางคนอาจให้คุณค่ากับการมีอำนาจ มีคนยำเกรง มีคนคอยเอาอกเอาใจ พินอบพิเทา
บางคนให้คุณค่ากับเรื่องมีฐานะ ร่ำรวย
บางคนให้คุณค่ากับเรื่องการมีเพื่อนมากมาย มีสังคมที่รักเรามากมาย
บางคนให้คุณค่ากับการมีครอบครัวที่อบอุ่น
บางคนให้คุณค่าให้กับการมีแฟน มีคู่ชีวิต
บางคนให้คุณค่ากับการมีชีวิตที่เป็นอิสระ ทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำ
บางคนให้คุณค่ากับการมีชีวิตที่สันโดษ
ฯลฯ
จริงๆสิ่งที่ทุกคน ใฝ่ฝันย่อมเป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้น
ถ้าเราได้ (อย่างที่หวัง ) เราคงมีความสุข
แต่จะมีสักกี่คนที่ได้สมหวังดังใจหมาย
หรือ บางครั้งพอได้มาแล้ว แรกๆก็ฟินดี
แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าที่ได้มา เฉยๆ ไม่ตอบโจทย์แล้ว
อยากได้มากกว่านี้ ^^"
จึงพบว่า หลายคนมีชีวิตที่ไม่เคยรู้สึกสมหวังสักที
และ มองว่าชีวิตที่ตนมียังไม่ดี สักที
ยิ่งถ้าชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ยิ่งรู้สึกขาดพร่องไปกันใหญ่เลย ><"
อย่างนั้นชีวิตที่ดี จริงๆคือ อะไร
ในทางจิตวิทยา
ชีวิตที่ดี คือ ความรู้สึกที่เต็มอิ่มภายใน ไม่รู้สึกขาดพร่อง
หรือ ต้องคอยโหยหาอะไรมาเติมอยู่เรือยๆ
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การมีอะไรภายนอก อาจไม่ใช่คำตอบ
แม้ว่าสิ่งภายนอก อาจเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มภายใน
แต่ไม่ทั้งหมด เพราะ
หลายครั้งเราคงเห็นแล้วว่า
ชีวิตเรามีทุกอย่างที่น่าจะมีความสุข ที่น่าจะพึงพอใจในชีวิตได้สักที
แต่เรากลับยังไม่มีความสุข
หรือ เราอาจเคยเห็นคนอีกหลายคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมในสายตาเรา
เขากลับไม่มีความสุข และ ไม่หยุดดิ้นรน ที่จะหาอะไรมาเติมเต็มใจเขาอยู่ตลอดเวลา
ทั้งเหนื่อย ทั้งทุกข์ แต่เขาก็หยุดไม่ได้
หรือ บางที เขาเหล่านั้น ยังพร่ำบ่นว่า ชีวิตมันแย่.... !!?
ดังนั้นชีวิตที่ดี คือ อะไร ?
"ชีวิตที่ดี.....ไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างโอเค
แต่เป็นชีวิตที่โอเค.......ในทุกอย่างที่มี"
^____^
เมื่อเราสามารถ โอเค ในทุกอย่างที่มี ความเต็มอิ่ม จากภายใน เกิดขึ้นได้เอง
โดยไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบภายนอกมากมาย
แม้องค์ประกอบภายนอกมีผลอยู่บ้าง แต่ถ้าเราไปยึดติดกับสิ่งดีๆเหล่านี้มาก
สิ่งดีๆ เหล่านี้ จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกข์
เราลองมาดูกันนะคะ ว่าความรู้สึกว่า "โอเค" จะเกิดขึ้นในใจเราได้อย่างไร
ความรู้สึกโอเคเกิดขึ้นได้จาก 3 สิ่งนี้ค่ะ
1. ยอมรับ.....สิ่งที่มี
2. ชื่นชม........ ในสิ่งที่มี
3. เห็นคุณค่า.... ในสิ่งที่มี
ถ้าเราสามารถ ยอมรับ ชื่นชม เห็นคุณค่า ในสิ่งที่มี ในสิ่งที่เป็น
ทั้งชีวิตต้วเองในอดีต....
ทั้งชีวิตตัวเองในปัจจุบัน....
แน่นอนว่า
เราจะเกิดความรู้สึกดีๆ กับ ชีวิตของตนเองในอนาคตแน่นอนค่ะ
เมื่อความรู้สึกพอใจในชีวิตเกิดขึ้น....
เมื่อนั้นชีวิตที่ดี ก็เกิดขึ้นในจังหวะนั้น จังหวะที่เรากลับมาพอใจในชีวิตของตัวเราค่ะ \\(^+^)//
แม้หลายคนอาจมีอดีตที่ไม่อยากจดจำ หรือ เจ็บปวด
แต่การที่เราจมและเห็นมันแต่แง่ลบ
ทำให้ใจเราเศร้าหมองไปเปล่าๆค่ะ
แต่ถ้าเราสามารถที่จะยอมรับมันอย่างที่เป็น
ชื่นชมกับสิ่งดีๆที่มีอยู่(ซึ่งเราอาจเคยมองข้ามไป)
และ เห็นคุณค่าในตัวเอง ในการเรียนรู้ชีวิต
เพราะ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายเท่าไหร่
เราผ่านมันมาได้
เราลองมองมาที่คุณค่าในตัวเรา ในพลังชีวิต
และ ความตั้งใจดีที่อยู่ภายในตัวเรา รวมถึงคนรอบข้าง
และ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ที่เราจะทำให้กับตัวเราเอง ในภาวะนั้นๆ
และ เราก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง (ที่มีค่า) จากมัน
ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่เคยพอใจอะไรในชีวิต
ต่อให้มีอะไร ต่อมิอะไรมากมาย
แม้คนภายนอกจะเฝ้าพร่ำบอกว่าดีแล้ว โอเคมากแล้ว
เราก็ไม่เคยรู้สึกว่าดีสักที... ชีวิตเราก็เลยไม่เคยดีสักทีค่ะ
ดังนั้น
"ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่มีแต่สิ่งดีๆนะคะ
แต่เป็นชีวิตที่ สามารถยอมรับในสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นได้" ต่างหากค่ะ :)
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ:
http://iamviable.org/cody-the-overcomer/

Credit ภาพ : http://exclusive-articles.blogspot.com/2012/08/handicapped-someone-with-sports-1.html
คงให้คำนิยามไม่เหมือนกัน
แล้วแต่แต่ละคนให้คุณค่ากับอะไรนะคะ
บางคนอาจให้คุณค่ากับการมีการงานดี มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นคนเด่นดังในสังคม
บางคนอาจให้คุณค่ากับการมีอำนาจ มีคนยำเกรง มีคนคอยเอาอกเอาใจ พินอบพิเทา
บางคนให้คุณค่ากับเรื่องมีฐานะ ร่ำรวย
บางคนให้คุณค่ากับเรื่องการมีเพื่อนมากมาย มีสังคมที่รักเรามากมาย
บางคนให้คุณค่ากับการมีครอบครัวที่อบอุ่น
บางคนให้คุณค่าให้กับการมีแฟน มีคู่ชีวิต
บางคนให้คุณค่ากับการมีชีวิตที่เป็นอิสระ ทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำ
บางคนให้คุณค่ากับการมีชีวิตที่สันโดษ
ฯลฯ
จริงๆสิ่งที่ทุกคน ใฝ่ฝันย่อมเป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้น
ถ้าเราได้ (อย่างที่หวัง ) เราคงมีความสุข
แต่จะมีสักกี่คนที่ได้สมหวังดังใจหมาย
หรือ บางครั้งพอได้มาแล้ว แรกๆก็ฟินดี
แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าที่ได้มา เฉยๆ ไม่ตอบโจทย์แล้ว
อยากได้มากกว่านี้ ^^"
จึงพบว่า หลายคนมีชีวิตที่ไม่เคยรู้สึกสมหวังสักที
และ มองว่าชีวิตที่ตนมียังไม่ดี สักที
ยิ่งถ้าชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ยิ่งรู้สึกขาดพร่องไปกันใหญ่เลย ><"
อย่างนั้นชีวิตที่ดี จริงๆคือ อะไร
ในทางจิตวิทยา
ชีวิตที่ดี คือ ความรู้สึกที่เต็มอิ่มภายใน ไม่รู้สึกขาดพร่อง
หรือ ต้องคอยโหยหาอะไรมาเติมอยู่เรือยๆ
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การมีอะไรภายนอก อาจไม่ใช่คำตอบ
แม้ว่าสิ่งภายนอก อาจเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มภายใน
แต่ไม่ทั้งหมด เพราะ
หลายครั้งเราคงเห็นแล้วว่า
ชีวิตเรามีทุกอย่างที่น่าจะมีความสุข ที่น่าจะพึงพอใจในชีวิตได้สักที
แต่เรากลับยังไม่มีความสุข
หรือ เราอาจเคยเห็นคนอีกหลายคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมในสายตาเรา
เขากลับไม่มีความสุข และ ไม่หยุดดิ้นรน ที่จะหาอะไรมาเติมเต็มใจเขาอยู่ตลอดเวลา
ทั้งเหนื่อย ทั้งทุกข์ แต่เขาก็หยุดไม่ได้
หรือ บางที เขาเหล่านั้น ยังพร่ำบ่นว่า ชีวิตมันแย่.... !!?
ดังนั้นชีวิตที่ดี คือ อะไร ?
"ชีวิตที่ดี.....ไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างโอเค
แต่เป็นชีวิตที่โอเค.......ในทุกอย่างที่มี"
^____^
เมื่อเราสามารถ โอเค ในทุกอย่างที่มี ความเต็มอิ่ม จากภายใน เกิดขึ้นได้เอง
โดยไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบภายนอกมากมาย
แม้องค์ประกอบภายนอกมีผลอยู่บ้าง แต่ถ้าเราไปยึดติดกับสิ่งดีๆเหล่านี้มาก
สิ่งดีๆ เหล่านี้ จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกข์
เราลองมาดูกันนะคะ ว่าความรู้สึกว่า "โอเค" จะเกิดขึ้นในใจเราได้อย่างไร
ความรู้สึกโอเคเกิดขึ้นได้จาก 3 สิ่งนี้ค่ะ
1. ยอมรับ.....สิ่งที่มี
2. ชื่นชม........ ในสิ่งที่มี
3. เห็นคุณค่า.... ในสิ่งที่มี
ถ้าเราสามารถ ยอมรับ ชื่นชม เห็นคุณค่า ในสิ่งที่มี ในสิ่งที่เป็น
ทั้งชีวิตต้วเองในอดีต....
ทั้งชีวิตตัวเองในปัจจุบัน....
แน่นอนว่า
เราจะเกิดความรู้สึกดีๆ กับ ชีวิตของตนเองในอนาคตแน่นอนค่ะ
เมื่อความรู้สึกพอใจในชีวิตเกิดขึ้น....
เมื่อนั้นชีวิตที่ดี ก็เกิดขึ้นในจังหวะนั้น จังหวะที่เรากลับมาพอใจในชีวิตของตัวเราค่ะ \\(^+^)//
แม้หลายคนอาจมีอดีตที่ไม่อยากจดจำ หรือ เจ็บปวด
แต่การที่เราจมและเห็นมันแต่แง่ลบ
ทำให้ใจเราเศร้าหมองไปเปล่าๆค่ะ
แต่ถ้าเราสามารถที่จะยอมรับมันอย่างที่เป็น
ชื่นชมกับสิ่งดีๆที่มีอยู่(ซึ่งเราอาจเคยมองข้ามไป)
และ เห็นคุณค่าในตัวเอง ในการเรียนรู้ชีวิต
เพราะ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายเท่าไหร่
เราผ่านมันมาได้
เราลองมองมาที่คุณค่าในตัวเรา ในพลังชีวิต
และ ความตั้งใจดีที่อยู่ภายในตัวเรา รวมถึงคนรอบข้าง
และ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ที่เราจะทำให้กับตัวเราเอง ในภาวะนั้นๆ
และ เราก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง (ที่มีค่า) จากมัน
ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่เคยพอใจอะไรในชีวิต
ต่อให้มีอะไร ต่อมิอะไรมากมาย
แม้คนภายนอกจะเฝ้าพร่ำบอกว่าดีแล้ว โอเคมากแล้ว
เราก็ไม่เคยรู้สึกว่าดีสักที... ชีวิตเราก็เลยไม่เคยดีสักทีค่ะ
ดังนั้น
"ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่มีแต่สิ่งดีๆนะคะ
แต่เป็นชีวิตที่ สามารถยอมรับในสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นได้" ต่างหากค่ะ :)
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
เครดิตภาพ:
http://iamviable.org/cody-the-overcomer/

Credit ภาพ : http://exclusive-articles.blogspot.com/2012/08/handicapped-someone-with-sports-1.html
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
คุณค่าของความผิดหวัง
ขึ้นชื่อว่าความผิดหวัง
ไม่มีใครอยากเจอ
เราถูกโปรแกรมมาว่า ต้องสมหวังตลอด
เพราะ ความสมหวังทำให้เรามีความสุข
รู้สึกชนะ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า
และ ดูดีเป็นที่ยอมรับของสังคม ^^"
ความผิดหวัง ทำให้เรา เศร้า เจ็บปวด รู้สึกพ่ายแพ้ เสียความมั่นใจในตัวเอง
สังคมก็มองว่าแย่ ทำให้รู้สึกอัปยศชอบกล
จึงทำให้เรายอมรับความผิดหวังได้ยาก -.-"
แต่จริงๆแล้ว ความผิดหวังให้อะไรมากกว่าที่เราคิด
ให้สิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิต กับจิตใจ และ การเติบโตด้านใน
บางทีมีคุณค่ามากกว่าความสมหวังด้วยซ้ำ
เพราะ หลายครั้ง ความสมหวัง ทำให้เรา เสียคน ทนกับอะไรไม่ได้ บางทีทำให้เรากลายเป็นคนอ่อนแอ
ชีวิตคือการเรียนรู้ ทุกรอยบาดแผลแห่งความผิดหวัง ให้ความรู้ใหม่ๆกับเราเสมอ
และ เป็นความรู้ใหม่ๆที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
เพราะ ทำให้เราเติบโตขึ้น
เพราะอะไร ความผิดหวัง จึงทำให้เราเติบโตขึ้น
มีคนกล่าวว่า ที่เราผิดหวัง เพราะ เราหวังผิด...
เราหวังในสิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริง.... เราจึงผิดหวังนั่นเอง
ทุกรอยบาดแผลจากความผิดหวัง จึงมีค่ายิ่ง ...........เพราะทำให้เราได้เห็นโลกตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
แม้จะเจ็บปวด แต่ ทำให้เราตาสว่าง
เราได้เติบโต และ เป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นจากสิ่งนี้
เมื่อมองย้อนกลับไป
หลายครั้ง .... เราต้องขอบคุณความผิดหวังเหล่านี้
ที่ทำให้เราเข้าใจโลกใบนี้มากขึัน
เข้มแข็งมากขึ้น
และใช้ชีวิตได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น จนทำให้เรามีสิ่งดีๆในวันนี้ค่ะ ^ ^
ผศ. พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
Credit ภาพ : http://www.ivillage.com/questions-will-turn-any-failure-awesome-life-lesson/4-a-544905
ไม่มีใครอยากเจอ
เราถูกโปรแกรมมาว่า ต้องสมหวังตลอด
เพราะ ความสมหวังทำให้เรามีความสุข
รู้สึกชนะ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า
และ ดูดีเป็นที่ยอมรับของสังคม ^^"
ความผิดหวัง ทำให้เรา เศร้า เจ็บปวด รู้สึกพ่ายแพ้ เสียความมั่นใจในตัวเอง
สังคมก็มองว่าแย่ ทำให้รู้สึกอัปยศชอบกล
จึงทำให้เรายอมรับความผิดหวังได้ยาก -.-"
แต่จริงๆแล้ว ความผิดหวังให้อะไรมากกว่าที่เราคิด
ให้สิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิต กับจิตใจ และ การเติบโตด้านใน
บางทีมีคุณค่ามากกว่าความสมหวังด้วยซ้ำ
เพราะ หลายครั้ง ความสมหวัง ทำให้เรา เสียคน ทนกับอะไรไม่ได้ บางทีทำให้เรากลายเป็นคนอ่อนแอ
ชีวิตคือการเรียนรู้ ทุกรอยบาดแผลแห่งความผิดหวัง ให้ความรู้ใหม่ๆกับเราเสมอ
และ เป็นความรู้ใหม่ๆที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
เพราะ ทำให้เราเติบโตขึ้น
เพราะอะไร ความผิดหวัง จึงทำให้เราเติบโตขึ้น
มีคนกล่าวว่า ที่เราผิดหวัง เพราะ เราหวังผิด...
เราหวังในสิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริง.... เราจึงผิดหวังนั่นเอง
ทุกรอยบาดแผลจากความผิดหวัง จึงมีค่ายิ่ง ...........เพราะทำให้เราได้เห็นโลกตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
แม้จะเจ็บปวด แต่ ทำให้เราตาสว่าง
เราได้เติบโต และ เป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นจากสิ่งนี้
เมื่อมองย้อนกลับไป
หลายครั้ง .... เราต้องขอบคุณความผิดหวังเหล่านี้
ที่ทำให้เราเข้าใจโลกใบนี้มากขึัน
เข้มแข็งมากขึ้น
และใช้ชีวิตได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น จนทำให้เรามีสิ่งดีๆในวันนี้ค่ะ ^ ^
ผศ. พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
Credit ภาพ : http://www.ivillage.com/questions-will-turn-any-failure-awesome-life-lesson/4-a-544905
...30 บาท ของคนเราไม่เท่ากัน... (การเห็นคุณค่าของชีวิต ที่มีเงินเท่าไหร่ ก็ซิ้อไม่ได้)
ได้มีโอกาสคุยกับคนคนหนึ่ง
ที่เขามีชีวิตที่ยากลำบาก
เขาป่วยเป็นมะเร็ง ในวัย เพิ่งจะ 30 ปี
จากที่เคยมีการงานดีๆ จากที่เคยแข็งแรง
เป็นนักกีฬาฟุตบอล
7 ปี มานี้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง
เขาต้องออกจากงาน เพราะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
เขาไม่สามารถหารายได้ใดๆได้
ซ้ำร้ายยังต้องรักษาตัวด้วยโรคนี้
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากมาย
ภรรยากลายเป็นคนหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว
ตอนนี้เขาออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
และ รู้สึกผิดที่เป็นภาระครอบครัว
เขาจึงต้องการหารายได้จุนเจือครอบครัวบ้าง
(ด้วยสภาพร่างกาย ทำให้เขาทำงานได้ไม่มากนัก เพราะ
งานหลายอย่างส่งผลให้โรคของเขาแย่ลง)
มีคนเห็นช่องทางนี้ ที่เขาต้องการรายได้ช่วยเหลือครอบครัว และ มีข้อจำกัดในการทำงาน
จึงเสนอให้เขาขนยาเสพติด
แต่เขาปฏิเสธถึงแม้เขาอดอยาก และ ยากจน แต่เขาจะไม่ทำสิ่งผิด
สิ่งที่เขาทำตอนนี้ คือ รับจ้่างทั่วไป เท่าที่สุขภาพเขาทำได้ และ ไม่ผิดกฏหมาย
คนแถวบ้านอยากช่วยเขา จึงใช้เขาช่วยซื้อของและให้ค่าจ้างตอบแทนเป็นเงินเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเขาก็ยินดีจะทำ
เช่น คนแถวบ้านอยากได้ ดีวีดีหนัง ที่คลองถม เขาก็รับจ้่างไปให้
เพื่อแลกกับเงินค่าจ้าง
เมื่อหักลบ ค่ารถเมล์ที่ไปกลับ 2 ต่อ เหลือค่าจ้างเพียง 30 บาทเขาก็ยินดีทำ
เพราะ สำหรับเขา เงิน 30 บาทมีค่ามากมายยิ่งนัก
สำหรับเรา และ อีกหลายคนบนโลกใบนี้
เงิน 30 บาทอาจไม่มีค่ามากเท่าใดนัก
แต่สำหรับ คนๆนึง เพียงขอให้ได้เงินเล็กๆน้อยๆ เช่น 30 บาท ก้บอาชีพที่สุจริต
ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
เขาก็พร้อมสู้ ตามสภาพร่างกายที่เขาพอจะทำได้
ระหว่างที่เขาเล่า
แม้ร่างกาย จะโรคมะเร็ง จะทำให้เขาดูอ่อนระโหยโรยแรง
แต่ สีหน้า และ แววตาของเขา ยังสู้เสมอ และ มีรอยยิ้ม อย่างเป็นมิตรให้กับพวกเราที่พูดคุยกับเขา
ให้กับทุกคนบนโลกใบนี้
และ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขาต่อไป
ตาทั้งสองข้าง ที่เขามองเห็นในวันนี้
กำลังจะมืดบอดลง
ด้วยโรคมะเร็งที่ส่งผลกับลูกนัยน์ตาของเขาทั้งสองข้าง
แต่รอยยิ้ม และ แววตาสู้ชีวิต ยังฉายออกมาเต็มสองตา
ก่อนจบการสนทนา เขาบอกเราว่า เขากำลังไปเรียนนวด
สอนโดย พระ คอร์สละ 105 บาท
เผื่อว่าวันหนึ่ง เขาตาบอด เขาจะได้มีอาชีพ ไว้พอทำมาหากินได้
....ชีวิตที่ลำบากจริงๆ แล้ว ยังสู้
....สู้ด้วยรอยยิ้ม
....ช่างน่านับถือ
ในเวลาที่เราท้อแท้ หรือ รู้สึกหมดกำลังใจ
อย่าลืมนึกถึง คนเหล่านี้
ที่ สำหรับเขาแล้ว เงิน 30 บาทมีค่ามากมาย
ที่ โอกาสในชีวิตที่พวกเรามี เขาแทบไม่เคยมีเลย
แต่เขายังสู้
ยังมีหวัง
ยังมีรอยยิ้ม
แม้ วันที่ดวงตากำลังมืดบอด เขายังมีแสงสว่างที่กลางใจของเขา
แล้วเราล่ะ
...30 บาท ของคนเราไม่เท่ากัน
...แสงสว่างที่กลางใจ ของคนเราก็ไม่เท่ากัน....
บทความนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังท้อแท้นะคะ
มองหาศักยภาพในตัวเราเอง และ ลุกขึ้นสู้นะคะ
คนที่เขามีโอกาสน้อยกว่าเรา
เขายังสู้...
เราซึ่งอาจมีโอกาสมากกว่าเขา
อย่าลืมสิ่งดีๆนั้นของตัวเอง
และ ลุกขึ้นสู้นะคะ :))
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

ภาพจาก : http://www.jijaa.com/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7/
ที่เขามีชีวิตที่ยากลำบาก
เขาป่วยเป็นมะเร็ง ในวัย เพิ่งจะ 30 ปี
จากที่เคยมีการงานดีๆ จากที่เคยแข็งแรง
เป็นนักกีฬาฟุตบอล
7 ปี มานี้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง
เขาต้องออกจากงาน เพราะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
เขาไม่สามารถหารายได้ใดๆได้
ซ้ำร้ายยังต้องรักษาตัวด้วยโรคนี้
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากมาย
ภรรยากลายเป็นคนหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว
ตอนนี้เขาออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
และ รู้สึกผิดที่เป็นภาระครอบครัว
เขาจึงต้องการหารายได้จุนเจือครอบครัวบ้าง
(ด้วยสภาพร่างกาย ทำให้เขาทำงานได้ไม่มากนัก เพราะ
งานหลายอย่างส่งผลให้โรคของเขาแย่ลง)
มีคนเห็นช่องทางนี้ ที่เขาต้องการรายได้ช่วยเหลือครอบครัว และ มีข้อจำกัดในการทำงาน
จึงเสนอให้เขาขนยาเสพติด
แต่เขาปฏิเสธถึงแม้เขาอดอยาก และ ยากจน แต่เขาจะไม่ทำสิ่งผิด
สิ่งที่เขาทำตอนนี้ คือ รับจ้่างทั่วไป เท่าที่สุขภาพเขาทำได้ และ ไม่ผิดกฏหมาย
คนแถวบ้านอยากช่วยเขา จึงใช้เขาช่วยซื้อของและให้ค่าจ้างตอบแทนเป็นเงินเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเขาก็ยินดีจะทำ
เช่น คนแถวบ้านอยากได้ ดีวีดีหนัง ที่คลองถม เขาก็รับจ้่างไปให้
เพื่อแลกกับเงินค่าจ้าง
เมื่อหักลบ ค่ารถเมล์ที่ไปกลับ 2 ต่อ เหลือค่าจ้างเพียง 30 บาทเขาก็ยินดีทำ
เพราะ สำหรับเขา เงิน 30 บาทมีค่ามากมายยิ่งนัก
สำหรับเรา และ อีกหลายคนบนโลกใบนี้
เงิน 30 บาทอาจไม่มีค่ามากเท่าใดนัก
แต่สำหรับ คนๆนึง เพียงขอให้ได้เงินเล็กๆน้อยๆ เช่น 30 บาท ก้บอาชีพที่สุจริต
ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
เขาก็พร้อมสู้ ตามสภาพร่างกายที่เขาพอจะทำได้
ระหว่างที่เขาเล่า
แม้ร่างกาย จะโรคมะเร็ง จะทำให้เขาดูอ่อนระโหยโรยแรง
แต่ สีหน้า และ แววตาของเขา ยังสู้เสมอ และ มีรอยยิ้ม อย่างเป็นมิตรให้กับพวกเราที่พูดคุยกับเขา
ให้กับทุกคนบนโลกใบนี้
และ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขาต่อไป
ตาทั้งสองข้าง ที่เขามองเห็นในวันนี้
กำลังจะมืดบอดลง
ด้วยโรคมะเร็งที่ส่งผลกับลูกนัยน์ตาของเขาทั้งสองข้าง
แต่รอยยิ้ม และ แววตาสู้ชีวิต ยังฉายออกมาเต็มสองตา
ก่อนจบการสนทนา เขาบอกเราว่า เขากำลังไปเรียนนวด
สอนโดย พระ คอร์สละ 105 บาท
เผื่อว่าวันหนึ่ง เขาตาบอด เขาจะได้มีอาชีพ ไว้พอทำมาหากินได้
....ชีวิตที่ลำบากจริงๆ แล้ว ยังสู้
....สู้ด้วยรอยยิ้ม
....ช่างน่านับถือ
ในเวลาที่เราท้อแท้ หรือ รู้สึกหมดกำลังใจ
อย่าลืมนึกถึง คนเหล่านี้
ที่ สำหรับเขาแล้ว เงิน 30 บาทมีค่ามากมาย
ที่ โอกาสในชีวิตที่พวกเรามี เขาแทบไม่เคยมีเลย
แต่เขายังสู้
ยังมีหวัง
ยังมีรอยยิ้ม
แม้ วันที่ดวงตากำลังมืดบอด เขายังมีแสงสว่างที่กลางใจของเขา
แล้วเราล่ะ
...30 บาท ของคนเราไม่เท่ากัน
...แสงสว่างที่กลางใจ ของคนเราก็ไม่เท่ากัน....
บทความนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังท้อแท้นะคะ
มองหาศักยภาพในตัวเราเอง และ ลุกขึ้นสู้นะคะ
คนที่เขามีโอกาสน้อยกว่าเรา
เขายังสู้...
เราซึ่งอาจมีโอกาสมากกว่าเขา
อย่าลืมสิ่งดีๆนั้นของตัวเอง
และ ลุกขึ้นสู้นะคะ :))
พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

ภาพจาก : http://www.jijaa.com/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7/
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)






