วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เรื่องสั้น “ชีวิตออกแบบไม่ได้” เรื่องสั้นที่ให้ความสนุก และ แง่คิดทางจิตใจ โดย พญ.ทานตะวัน

 



“ชีวิตออกแบบไม่ได้”
เรื่องสั้น 'ยิ่งโตยิ่งสุข'

-----------------------
ไข่มุก
หญิงสาวที่มีนิสัยร่าเริง สดใส มองโลกในแง่ดี
เธอเป็นคนหัวไว มีความคิดสร้างสรรค์
เรียกว่าไอเดียบรรเจิดเลยทีเดียว
และ นอกจากนี้ เธอเป็นคนรักอิสระมาก ถึงมากที่สุด

และ ในชีวิตดีดี๊ของเธอ
เธอมีสิ่งที่คอยกวนใจเธออยู่ตลอด คือ
การที่เธอมักทำงานไม่เสร็จ
ซึ่งมักสร้างปัญหาให้เธออยู่เสมอๆ

นิสัยที่มักผัดวันประกันพรุ่ง
เกิดจากเธอมักจะหลบหลีก หลบเลี่ยง
ทุกสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ กังวลใจ
ทุกสิ่งที่ทำให้โลกของเธอชักไม่สวย

และ งานก็มักจะสร้างปัญหานี้ให้เธอเสมอๆ
เพราะ งานที่ต้องทำ
มันทั้งเครียด ทั้งหนัก ทั้งยุ่งยาก
เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สนุก น่าเบื่อ
และ หลายครั้งทำให้เธอรู้สึกทรมานเหลือเกิน

หลายครั้งเธอ มักบ่นกับคนรอบตัวว่า
"ทำไป ร้องไห้ไป" เลยทีเดียว
เรียกว่าเธอไม่ปลื้มกับงานประจำของเธอมากๆ

งานของเธอจึงมักจะค้างคาเต็มไปหมด
เพราะ ความไม่ปลื้มกับงาน
และ
เธอก็เป็นคนที่ฝืนใจตัวเองทำงานที่ไม่ปลื้ม
ไม่ค่อยสำเร็จซะด้วย

จึงเป็นที่มาของงานค้างคา เป็นกองพะเนิน

และแล้ววันหนึ่ง
เธอตัดสินใจลาออกจากงาน

เธอบอกกับแม่ของเธอว่า
"งานกับหนู ไปกันไม่ได้แล้วแหละแม่
มันไม่เข้ากับหนูเลยแม่
หนูทนอยู่กับงานที่บั่นทอนจิตใจหนูไม่ไหวแล้ว"

แม่ตกใจ
แต่ก็เข้าใจในความรักอิสระของลูกสาว

แม่จึงถามไข่มุกว่า
"หนูอยากทำอะไร"

ไข่มุกตอบแม่ด้วยแววตาที่เป็นประกายวิบวับแวววาวว่า
"หนูอยากเขียนหนังสือรวมเรื่องเล่าการเดินทางของหนู
นี่ คือ ความฝันของไข่มุกเลยแม่"

แม่ยิ้ม และ รับรู้ได้ว่า
นี่คืองานที่ลูกฝัน และ ใจรักอยากทำจริงๆ
ลูกคงจะมีความสุข ภูมิใจ และ โตขึ้น
ถ้าทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ

แม่ยิ้ม และ ตอบว่า
"แม่จะรออ่านหนังสือของหนูนะ"
---------------------------------------------
'กาลเวลาผ่านไป'

ไข่มุกทำงานฟรีแลนซ์
เป็นไกด์นำเที่ยว

ไข่มุกรู้สึกว่างานนี้อิสระดี
เป็นสิ่งที่ถนัด
ไข่มุกรู้เรื่องที่เที่ยวเยอะมาก
เสียแต่งานอาจไม่ค่อยมั่นคง
รายได้ไม่แน่นอน
มีงานบ้าง ไม่มีงานบ้าง

แต่สำหรับไข่มุก
ผู้รักการมีอิสระอย่างที่สุด
งานนี้จึงตอบโจทย์กว่างานประจำ

ไข่มุกมองว่าดีกว่าที่ต้องนั่งทำงานประจำที่แสนน่าเบื่อ
เหมือนอยู่ในกรงขัง(ใจ)

------------------------
แม่มีอาการไม่สบาย
แม่ไปรพ.
แพทย์ได้วินิจฉัยว่าแม่มีเนื้องอกชนิดรุนแรง
แต่แม่ไม่อยากบอกให้ไข่มุกกังวลใจ หรือ เสียใจ
เพราะ แม่รู้ดีว่า
ลูกสาวเป็นคนที่รับกับเรื่องที่เจ็บปวดไม่ได้

เรียกว่ารับไม่ได้เอาซะเลย

ด้วยเวลาที่เริ่มจะเหลืออีกไม่นาน
สิ่งที่แม่อยากเห็นคือ
ไข่มุกได้ทำความฝันสำเร็จ
แม่รู้ว่าถ้าไข่มุกทำได้ ไข่มุกจะภูมิใจตัวเองมากๆ

แม่รู้ว่า แม้ภายนอกไข่มุกจะเป็นคนร่าเริงสดใส
เหมือนคนมั่นใจในตัวเองมากๆ

แต่ลึกๆ แล้วไข่มุก มีปมในใจกับตัวเอง
ลึกๆไข่มุก ไม่สามารถรู้สึกภูมิใจกับตัวเองได้จริงๆ
ที่ตัวเอง 'ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน'
เพราะ
'ความกลัวปัญหา'
และ
'ติดกับดักการรักความสุข สนุก ในทุกวินาที'

แม่รู้ว่า
ถ้าไข่มุกสามารถเขียนหนังสือที่เป็นความฝันนี้ได้สำเร็จ

จะทำให้ไข่มุกภูมิใจในตัวเองได้อย่างแท้จริง

แม่จึงอยากให้ไข่มุกได้ลงมือทำ

เมื่อกลับบ้านแม่จึงถามไข่มุก
"เมื่อไหร่ แม่จะได้อ่านหนังสือของลูกสักทีนะ?”

ไข่มุกหัวเราะกลบเกลื่อน
“ไว้ก่อนนะแม่ รอให้หนูพร้อมกว่านี้ก่อน”

---------------------
'ความกลัวในใจ'

การไม่ลงมือเขียน(สักที)ของไข่มุก
แท้จริงแล้ว เป็นเพราะไข่มุกกลัว

ไข่มุกกลัวว่า
ถ้าเขียนออกมาแล้วไม่ดี
จะทำให้ฝันที่สวยงามของตนพังทลายลง

ไข่มุกจึงเลือก....
“เลื่อนไปก่อน”........

---------------------------
'เวลาผ่านไป 2 ปี'

อาการป่วยของแม่รุนแรงขึ้นฉับพลัน
ไข่มุกจึงได้รู้ความจริงว่า
แม่กำลังป่วยรุนแรง และ มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

ไข่มุกตกใจ และ เสียใจมาก
ไข่มุกรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดได้เท่านี้มาก่อน
แม่เป็นคนที่ไข่มุกรักที่สุด
แม่เป็นคนเข้าใจไข่มุกที่สุด

และแม่กำลังจะจากไป....

ชีวิตมันไม่สวยงาม
ชีวิตมีความเจ็บปวด

โลกแบบนี้
ไข่มุกไม่คุ้นเคยเสียเลย

โลกของไข่มุก
คือ โลกที่สวยงาม
มีสิ่งดีๆ ไว้ชูใจ
สิ่งไหนที่ไม่ดี
ไข่มุกมั่นใจว่าสามารถหลบเลี่ยงมาได้หมด

โลกของไข่มุก
คือ โลกที่ไข่มุกออกแบบได้
ตามที่ไข่มุกต้องการ

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

วันนี้ไข่มุกประจักษ์แล้วว่า
เราไม่สามามารถออกแบบโลกได้ทุกครั้ง

เพราะ
โลกไม่ได้เกิดมาเพื่อได้ดั่งใจเรา

ไข่มุกเพิ่งรู้วันนี้
และ มันเจ็บปวดเหลือเกิน

เป็นครั้งแรกที่ไข่มุก
เผชิญความรู้สึกเจ็บปวด โดยไม่หนี
ไม่พยายามกลบเกลื่อน
ไม่พยายามเฉไฉ
แบบที่เคยทำ

มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมานเหลือเกิน

แต่เมื่อไข่มุกได้เผชิญความจ็บปวดที่แสนสาหัสครั้งนี้

ได้เกิดบางสิ่งขึ้นในใจไข่มุก
ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไข่มุกไปจากคนเดิมตลอดกาล

นั่น คือ เป็นไข่มุกที่โตขึ้น
เป็นไข่มุกที่ไม่หนีทุกข์.... แบบเดิม
-----------------------------
'ชีวิตที่เลือกไม่ได้'

คืนหนึ่ง ใน รพ.
ไข่มุกนั่งอยู่ข้างเตียงแม่
แม่จับมือไข่มุก และ พูดเบาๆ ว่า
"แม่อยากเห็น 'ลูกกล้าทำ' สิ่งที่ตัวเองฝัน
แม่รู้ว่าลูกอยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ"

ไข่มุกน้ำตาคลอ
เพราะรู้ตัวว่า ที่ผ่านมาเธอผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด…
และ แม่คอยเฝ้ามองดูเธอ
ด้วยความเป็นห่วงมาตลอดเช่นกัน

และ
บางสิ่งของชีวิต....
ไม่มี “พรุ่งนี้” ให้เลื่อนอีกแล้ว

-------------------------

หลังจากงานพิธีศพของแม่เสร็จสิ้นลง

ไข่มุกเปิดโน้ตบุ๊กในคืนนั้น
และ
เริ่มพิมพ์ประโยคแรกของหนังสือ
ที่ตั้งใจจะเขียนมา 2 ปี
ทั้งน้ำตา

ไข่มุกไม่รู้ว่าหนังสือจะออกมาดีหรือไม่
จะตรงกับสิ่งที่เธอฝันไว้ไหม

แต่ครั้งนี้ไข่มุกตั้งใจว่า
จะไม่หนีอีกแล้ว
----------------------
ไข่มุกเริ่มรู้สึกได้ว่า
เธอไม่ใช่คนเดิม

เธอไม่โลกสวยเหมือนเดิม
แต่เธอพร้อมเผชิญกับทุกสิ่งมากขึ้น

เธอไม่ร่าเริงแบบเดิม
แต่เธอสงบ และ อ่อนโยนมากขึ้น

และ เธอเข้มแข็งมากขึัน
เธอ เป็นหญิงสาวที่(จิตใจ)โตขึ้นแล้วจริงๆ

-----------------------------------
หลายเดือนต่อมา
หนังสือเล่มเล็กๆ ถูกพิมพ์สำเร็จ
มีสำนักพิมพ์สนใจนำไปพิมพ์จำหน่าย

ไข่มุกวางหนังสือไว้ข้างกรอบรูปแม่
พร้อมพูดกับแม่ว่า

“หนูทำแล้วนะแม่ ความฝันของหนู…
และ หนูขอโทษที่เลื่อนมันมานานเหลือเกิน”

-------------------------------------
❤ ข้อคิดจากเรื่อง ❤

ไข่มุก
เธอมักหันหน้าไปหาความสุข ความสนุก ความสบายใจ และสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
และ
เธอมักเบือนหน้าหนีจาก
สิ่งที่ไม่มีความสุข
สิ่งที่น่าเบื่อ
สิ่งที่ชวนอึดอัดใจ
หรือ เจ็บปวด

ทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยง
ความรู้สึกไม่สุข
ความทุกข์
ความทรมาน

เธอจึงกลายเป็นคนที่โตแต่ร่างกาย
แต่จิตใจยังเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งสนุกอยู่ในโลกสวยๆ

#การเติบโตทางจิตใจ
การ "เผชิญ...สิ่งที่เผชิญได้ยาก"
การ “ไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป”
การ "ยอมอยู่กับความจริง" (ที่ไม่น่าอภิรมย์)

แม้มันจะทรมาน

แต่มันกลับทำให้ใจได้เจอความหมายที่แท้จริงของชีวิต
นั่น คือ
การมีใจที่มีความเข้มแข็ง และ ความมั่นคงจากภายใน
ซึ่งเป็นใจที่มีคุณภาพดี

เพราะ
ความสุขที่แท้จริงของชีวิต
ไม่ใช่การวิ่งหนีสิ่งที่ไม่สุขอยู่ตลอด

แต่คือการสามารถอยู่กับสิ่งที่ไม่สุขได้มากขึัน
ด้วยใจที่กล้าหาญ ยอมรับ และ มั่นคง

"ชีวิตในบางครั้งก็ออกแบบไม่ได้
แต่เราสามารถออกแบบการดูแลจิตใจ
ให้ใจสามารถรับมือกับชีวิตได้"

"หมอทานตะวัน"

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

---------------------
🎧ท่านใดสนใจสามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ
https://youtu.be/ktozF5MLA2U

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568

การรับมือกับ "ความผิดหวัง"ด้วยแนวทาง "Growth Mindset" โดย พญ.ทานตะวัน

 

 


การรับมือกับ "ความผิดหวัง"
ด้วยแนวทาง "Growth Mindset"

🙂1. ด้านมุมมองต่อ "ความผิดหวัง"

ภาวะ Fixed Mindset
จะเห็น "ความผิดหวัง"
คือ "ตัวเอง เป็นคนล้มเหลว"
ทำให้รู้สึกเสียเซลฟ์
ด้อยค่าตัวเอง
จนเกิดความรู้สึกเจ็บปวด
รู้สึกหมดแรง
ไม่กล้าเริ่มลงมือใหม่

ภาวะ Growth Mindset
จะเห็นว่า "ความผิดหวัง"
คือ
"โอกาสที่เห็นความจริงในอีกด้านหนึ่ง"
ที่แม้เจ็บปวด
แต่ทำให้เราตาสว่าง
ทำให้เรารู้ว่า
ความเป็นจริง (ที่ไม่เหมือนที่เราหวัง)
คืออะไร

มันจึงเป็น feedback ที่ล้ำค่า
ที่ชีวิตมอบให้

ความผิดหวัง
ทำให้เรารู้ว่า
เราหวังผิดไปจากธรรมชาติความเป็นจริง

เมื่อเรา "ตระหนักรู้" ในสิ่งนี้
โอกาส "เรียนรู้" จึงได้เปิดขึ้น
ซึ่งนำมาสู่การช่วยให้เห็น
แนวทางที่ดีกว่า ที่เหมาะสมกว่า
ในครั้งต่อไป
จากความเข้าใจความเป็นจริง

ไม่ใช่จากการคาดหวังไปเอง
ตามมุมมองเดิมๆ ที่ไม่ทันได้เข้าใจความเป็นจริง

------------------------------
🙂2. แนวทางการฝึกเพื่อบ่มเพาะภาวะ growth mindset

1). ปรับการถามตนเองเพื่อส่งเสริมการเติบโต

เปลี่ยนจากที่จะถามตัวเองว่า
“ทำไมเราล้มเหลว”
"ทำไมเราแย่ขนาดนี้"
มาเป็น
“เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งนี้”

2). ฝึกมองผลที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม
ผลที่เกิดจากเหตุการณ์หนึ่ง
ไม่ได้เป็นการตัดสินคุณค่าในตัวเรา
แต่มัน คือ การ feedback เรา
ในด้านหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งการรับฟัง feedback เป็น “ขั้นตอน” สำคัญ
ที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาตัวเรา
สู่เวอร์ชั่นที่ใช่กว่าเดิมต่อไป
(level up)

3). ยอมรับความรู้สึก
ความผิดหวัง ส่งผลทำให้จิตใจ
รู้สึกย่ำแย่ได้
เช่น รู้สึกเศร้า เจ็บปวด ร้าวราน อับอาย
การฝึกยอมรับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจริง
ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของใจที่จะรู้สึกไม่ดีได้

จะช่วยให้ใจรู้สึกสงบ และ ผ่อนคลายขึ้น
ลดภาวะใจปั่นป่วน
ลดภาวะใจทรมานลง

เพิ่มภาวะใจที่มั่นคง และ มีพลัง

4). การส่งความรักความเมตตาให้ตัวเองอย่างอ่อนโยน (self-compassion)
เช่น
- การ self-talk ส่งพลังใจให้ตัวเอง และ ตั้งหลักใหม่ใส่ใจ focus ในสิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเรา
- การ self-talk บอกกับตัวเองอย่างอ่อนโยนว่า
“ความผิดหวัง ความผิดพลาด
เป็นสิ่งเกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัย
และ ขณะนี้เป็นโอกาสที่เรากำลังได้พบบทเรียนที่มีคุณค่ากับชีวิตและจิตใจของเรา”

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

----------------
🎧ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้
สามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ
https://youtu.be/cJUvkYbp1D8🎧

-------------------

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568

เพราะอะไรบางครั้งเราต้องการวันที่ "ไม่ต้องทำอะไรเลย" กับ วันชิลล์เดย์ ของ สมอง ร่างกาย จิตใจ โดย พญ.ทานตะวัน

 


“วันชิลล์เดย์”

เพราะอะไรในบางครั้ง
เราต้องการวันที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

วันนี้มีความหมายอย่างไร
ในมิติทางร่างกาย จิตใจ และ สมอง

รายละเอียดดังนี้
--------------------------------------

✍️1. ความหมายทางร่างกาย

✅ ช่วยการพักฟื้นร่างกาย
: เมื่อร่างกายสะสมความเหนื่อยล้ามาตลอดในช่วงที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะจากการทำงาน
การออกกำลังกายอย่างหักโหม
หรือ การใช้ชีวิตประจำวันที่แสนยุ่งเหยิง

:) ร่างกายจึงส่งสัญญาณอยาก “พัก” เพื่อซ่อมแซมตัวเองสักหน่อย

-----------------------

✅ ช่วยจัดสมดุลพลังงานร่างกาย
: บางวันร่างกายมีพลังงานต่ำ
เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่
มีภาวะอดนอนสะสม เป็นต้น

:) ร่างกายจึงเกิดความรู้สึกอยากว่า “อยู่เฉย ๆ” เพื่อให้เข้ากับระดับพลังงาน

---------------------------------------
✍️2. ความหมายทางจิตใจและอารมณ์

✅ ใจมีภาวะเครียดสะสม
: จิตใจมีภาวะเผชิญกับความเครียดกดดันมาอย่างต่อเนื่อง

:) ใจจึงต้องการช่วงเวลาวางภาระทางใจลงชั่วคราวบ้าง
ใจจึงต้องการช่วง “ปิดเครื่อง” บ้างอะไรบ้าง

-----------------------------
✅ ใจต้องการการฟื้นฟูทางจิตใจและอารมณ์ จาก "ความเหนื่อยใจ"
: ยิ่งในช่วงที่ใจต้องใช้พลังงานเยอะ
ในการดูแลเรื่องต่างๆ
เช่น ดูแลผู้คน ดูแลงาน หรือ วุ่นวายกับเรื่องต่างๆมากมาย

:) ใจจึงอยากได้ "วันอยู่เฉยๆ" บ้าง
เพื่อฟื้นฟูใจ จากภาวะที่ใจเหนื่อยล้า

---------------------------------
✅ ใจต้องการการปกป้องตัวเอง จากสิ่งเร้า
: จากความรู้สึกถูกเร้า ถูกกระตุ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา
ใจจึงต้องการการ “ถอยออกมา” จากสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น
ที่เรียกว่า ภาวะเข้าถ้ำจำศีล

:) ใจจึงขออยู่ "ภาวะเซฟโหมด" บ้าง

-------------------------------------
✅ บุคลิกภาพ เช่น คนบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ต
: มักต้องการวันอยู่แบบสงบๆ เงียบ ๆ เพื่อชาร์จแบต
จากการหมดพลังไป ในการใช้ชีวิตที่ต้องพบปะผู้คนในช่วงที่ผ่านมา

:) การได้อยู่แบบสงบเงียบ "จึงต้องมี"

---------------------------------------
✅ คนที่มีภาระมาก
: จึงอยากมีวันเวลาที่รู้สึก “เป็นอิสระ”
จากภาระ พันธะ ผูกพันต่างๆ ชั่วคราวบ้าง

:) ใจจึงเรียกร้อง
- ขอ "ช่วงเวลา"
ที่ไม่ต้องใช้ชีวิตตามกำหนดกฎเกณฑ์บ้างได้ไหม
- ขอมีชีวิตที่เป็นตัวเองบ้างได้ไหม

---------------------------------
✅ ด้านการเติบโตทางจิตใจ
: การไม่ทำอะไรเลย
หลายครั้งไม่ใช่ความขี้เกียจ

แต่ คือ การให้พื้นที่ตัวเอง
ได้อยู่กับความเป็นจริงภายในตัวเองมากขึ้น
เช่น พื้นที่ในการรับรู้เกี่ยวกับตัวเอง
พื้นที่รับรู้สุข-ทุกข์ ในจิตใจ ในร่างกาย
พื้นที่รับรู้
"ความคิด
ความรู้สึก
ความต้องการ
ความปรารถนา
สภาพร่างกาย"
เป็นต้น

โดยเฉพาะคนที่เสียงภายนอก
มักดังกลบเสียงในใจตัวเอง
จนไม่ค่อยได้รับรู้เกี่ยวกับความเป็นตัวเองจริงๆ
เช่น มักรู้ว่าคนอื่นต้องการอะไร
แต่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองกำลังต้องการอะไร เป็นต้น

:) การมี "ช่วงเวลาที่มีพื้นที่ได้ยินเสียงภายในตัวเอง"
ได้ชัดเจนขึ้น
จึงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าความหมายต่อการเติบโตทางใจอย่างมหาศาล

------------------------------------
✍️3. ความหมายทางสมอง

✅ Default Mode Network (DMN)
: งานวิจัยด้านสมองพบว่า
เมื่อเราไม่ได้ทำกิจกรรมที่ใช้การโฟกัสจากสมองมากๆ
สมองส่วน DMN จะทำงานได้อย่างผ่อนคลาย
สมองกลับมาสู่โหมดธรรมชาติเดิมของสมอง
จะนำไปสู่การทำงานของสมองที่มีความคิดอิสระ สร้างสรรค์ ได้ทบทวน และ ได้จัดระเบียบ เรียบเรียงข้อมูลในด้านการเรียนรู้ และ ด้านความจำได้ดีขึ้น

:) สมองจึงต้องการเวลาพักแบบ ฟรีเดย์ ให้สมองบ้าง

-----------------------------
✅ สมองต้องการพื้นที่ว่างๆ โล่งๆ
: หลังจากสมองได้ผ่านการกรำศึกอย่างหนักตลอดสัปดาห์
สมองจะบวมไปด้วยข้อมูลอันท่วมท้น

การอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้สมองโล่งๆ
จะช่วยลดภาวะสมองล้าได้อย่างดี

:) สมองจึงต้องการช่วงเวลา
ที่ไม่ต้องเสพข้อมูลโอเวอร์โหลด
เพื่อฟื้นฟูความสดใสให้สมองอีกครั้ง

----------------------------------------
<3 แนวทางดูแลตัวเองในวันชิลล์เดย์

<3 1. พักกาย

- ให้ร่างกายได้พักจริง ๆ
เช่น การนั่งเล่นสบายๆ
การไม่ต้องบังคับตัวเองว่าต้องทำอะไร
และ กินอาหารเบา ๆ ดีต่อสุขภาพร่างกาย ย่อยง่าย

ประโยชน์:
ได้ฟื้นฟูพลังงาน และ ซ่อมแซมร่างกาย

----------------------
<3 2. พักใจ

- ยอมรับความรู้สึกว่า
“วันนี้ฉันอยากพัก” โดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ
- การได้รับฟัง "ความรู้สึก ความต้องการ" ในตัวเอง

ประโยชน์:
ได้วางภาระทางใจลงสักครู่
และ ได้มีพื้นที่ทำความรู้จัก
ทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น

---------------------
<3 3. พักสมอง

- ทำกิจกรรมเบา ๆ ไม่สร้างภาระให้สมอง
เช่น ฟังเพลงสบายๆ
อ่านหนังสือผ่อนคลาย
นั่งมองวิวสบายตา
หลีกเลี่ยงการเสพข้อมูลหนัก ๆ เป็นต้น

ประโยชน์:
สมองได้พักผ่อน ได้ฟื้นฟู
สมองจะได้ลดการทำงานหนักลงบ้าง
อย่างน้อยสัก 1 วัน ก็ยังดี

----------------------------
<3 4. ชาร์จแบต

- ในคนบุคลิกภาพอินโทรเวิร์ต
การได้มีเวลาสงบเงียบนิ่งๆ
คือ ช่วงเวลาสวรรค์แห่งการชาร์จพลังชีวิต

- ในคนงานหนักมาตลอด
และ หลายคนมักมีค่านิยมว่า
การทำงานหนักเป็นสิ่งมีคุณค่า
การพักเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
การไม่ทำงาน เป็นคนไร้ค่า

แนะนำให้กำหนดว่า
“วันนี้คือวันพัก เป็นวันไม่ทำงาน"
"การหายใจทิ้ง" เป็นสิ่งมีค่าในวันนี้

ประโยชน์:
ได้สร้างสมดุลของพลังชีวิต และ จิตใจ

<3 "I'm not lazy, it's just time to relax."
เพราะ เครื่องยนต์ยังต้องการการพัก
ไม่งั้นเครื่องพัง

ร่างกาย และ จิตใจเราก็เช่นกัน
และ
ร่างกาย และ จิตใจเรา
มีค่ากว่าเครื่องยนต์มากมาย
ชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้
ไม่มีอะไหล่เปลี่ยนด้วย
จึงควรได้รับการดูแลอย่างใส่ใจอย่างยิ่ง
--------------------------
:) บทส่งท้าย
✍️ ไม่ต้องทำให้ "วันชิลล์เดย์ ” สมบูรณ์แบบ
→ แค่ได้ใช้เวลากับสิ่งที่รู้สึกสบายใจ สบายกาย ก็พอ

✍️ วันนี้เป็น “วันฟังเสียงร่างกายและจิตใจ”
→ อะไรทำให้รู้สึกผ่อนคลายจริง ๆ

---------------------------
#หมายเหตุ
✍️!!! ถ้าใจอยากพักเป็นเวลาหลายวันต่อเนื่อง
จนเริ่มเกิดผลกระทบกับชีวิต !!!
→ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจมีสิ่งซ่อนอยู่ในใจ
ที่ต้องการการช่วยเหลือดูแลแล้ว
เช่น ภาวะเครียดสะสม อาการซึมเศร้า
แนะนำการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตใจ
เช่น
จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา

✍️ลิงค์รวมรายชื่อ
สถานพยาบาลที่มีจิตแพทย์และสหวิชาชีพด้านสุขภาพจิตทั่วประเทศ
https://web.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/pfbid02weTzrCBfoMgvTVFhxSqmRshYhQWEFS3Vj1KHhpP2xBT5RzADyzWzxKCsLVuvoTuHl

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธฺ์วรกุล
-------------------------
เครดิตภาพ
: Cute smile!!English version Sticker LINE

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

---------------------------------
🎧 ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ สามารถรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🎧 https://youtu.be/sixNN9-Ndkk

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568

“เมื่อรู้สึกเหงา" ควรดูแลจิตใจอย่างไร? กับ 7 แนวทางที่ดีต่อใจ โดย พญ. ทานตะวัน

 



"เมื่อรู้สึกเหงา"

ควรดูแลจิตใจอย่างไร?

ความรู้สึกเหงาเป็นสัญญาณที่บอกว่า
ใจกำลังต้องการ
“ความเชื่อมโยง” (connection)

ไม่ว่า
กับผู้คน
ธรรมชาติ
และ
ที่สุดแล้ว คือ กับตัวเราเอง

การดูแลใจที่เหมาะสม
เมื่อมีความเหงาจึงไม่ใช่
การ "ไล่ความรู้สึกเหงาออกไป”

แต่คือ
การดูแลใจด้วยความอบอุ่น
และ
การเติมความรู้สึกเชื่อมโยง (connection)
กับตัวเรา และ สิ่งรอบตัว
ขึ้นในใจ

-----------------------------------------
"7 แนวทางดูแลใจเมื่อใจกำลังรู้สึกเหงา"
เพื่อเติมเต็มความอบอุ่น
และ ความรู้สึกเชื่อมโยงให้กับใจ

:) 1. "รับรู้" ความรู้สึกเหงา

การเปิดใจรับรู้ว่า
ความรู้สึกนี้ กำลังเกิดขึ้นที่ใจ
จะช่วยให้ใจเกิดความอบอุ่น จากการชื่อมโยงกับใจตนเองมากขึ้น

เช่น
การพูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยนว่า
"ฉันรับรู้ว่า ฉันกำลังรู้สึกเหงา"
“ตอนนี้ใจกำลังรู้สึกเหงา"
"ตอนนี้ใจกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว"
ฯลฯ

-----------------------
:) 2. "ยอมรับ" ความรู้สึกเหงา

การเปิดใจยอมรับว่ามีความรู้สึกนี้เกิดขึ้น
โดยไม่ต่อต้าน ไม่ผลักไส

การยอมรับจะช่วยลดภาวะต่อต้าน ความรู้สึกนี้ ในใจ
จะช่วยทำให้ความรู้สึกเหงาที่กำลังจู่โจม ทิ่มแทง
เกิดความนุ่มนวลขึ้น

บรรยากาศภายในจิตใจดีขึ้นอย่างมาก
และ เพิ่มความรู้สึกอบอุ่ม และ เชื่อมโยงกับใจตนเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เช่น
การพูดกับตนเองว่า
"ใจฉันไม่ได้ผิดอะไร ที่จะรู้สึกเหงา"
"มันไม่ผิดอะไรเลย ที่จะรู้สึกแบบนี้”
"ฉันกำลังรู้สึกเหงา และ มันก็โอเคนะ ที่กำลังรู้สึกแบบนี้"
ฯลฯ

--------------------------
:) 3. การเชื่อมโยงกับตัวเอง

ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่เติมเต็มใจได้มากที่สุด
ที่หลายคนมักมองข้ามไป
เพราะ ธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม
จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกับคนอื่่น

หลายคนเลยไปใส่ใจการเชื่อมโยงกับคนอื่นแบบ 100%

จนหลงลืมการเชื่อมโยงกับตัวเอง
ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญของใจเช่นกันไป

และ มีความสำคัญไม่น้อยกว่า การเชื่อมโยงกับคนอื่น
(และ จริงสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ ในระดับการเติมอาหารใจในระดับลึกๆ)

การเชื่อมโยงกับตัวเอง
เช่น
- การ self-Talk การพูดคุยกับตนเอง รับฟังสารทุกข์สุขดิบในใจตนเอง
- การเขียน journal เล่าความรู้สึก ความต้องการในที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้
- การทำกิจกรรมที่ดีต่อใจ เช่น กิจกรรมที่ทำให้ใจมีความสุข
กิจกรรมทีมอบความอบอุ่น ให้ใจ
เช่น ฟังเพลงที่ชอบ การอ่านหนังสือ การทำงานศิลปะ การนั่งเล่นจิบเครื่องดื่ม การดูซีรี่ส์ การเดินเล่น การออกกำลังกายในแบบที่ชอบ เป็นต้น
- การฝึกรับรู้ การหายใจช้าๆลึกๆ สบายๆ
- การวางมือบนหน้าอก
เพื่อรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจ
และ ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น
- การกอดตัวเองเบาๆ เช่น ท่าผีเสื้อ(ฺButterfly hug) พร้อมกับส่งความรู้สึกอ่อนโยน และ เป็นมิตรให้ตนเอง
เป็นต้น
ฯลฯ

---------------------------
:) 4. การเชื่อมโยงกับคนอื่น

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยเติมเต็มใจได้

เช่น การโทรหาคนที่รู้สึกวางใจ
การแบ่งปันเรื่องราวคนที่คุยแล้วรู้สึกสบายใจ
การส่งข้อความถึงคนที่รู้สึกสบายใจที่จะสื่อสาร
การนัดพบเพื่อน หรือ ครอบครัว
การเดินเล่นในหมุ่บ้าน ทักทายกับคนอื่นๆ ที่พอพูดคุยกันได้
การทักทายคนในร้านค้าที่เข้าไปซื้อของ
เป็นต้น

เหล่านี้ คือ การเพิ่มความรู้สึกเชื่อมโยงขึ้นในใจ
การพูดคุย การเชื่อมโยงกับคนอื่น
ที่เหมาะสม คือ การไม่คาดหวังว่าคนอื่นจะตอบสนองเราทันที
หรือ ตอบสนองตามที่เราต้องการ
เพราะ จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกเหงา

แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ตนเอง
ได้มีช่วงเวลาที่ใจได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
ซึ่งใจความสำคัญอยู่ตรงนี้

แต่ถ้า ใจเผลอคาดหวัง การตอบสนองที่ได้ดั่งใจ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เป็นธรรมชาติของใจ
ให้รู้ตัวขึ้นมา
ว่าใจกำลังเผลอคาดหวัง
และ ลองฝึกวางความคาดหวังลง

เมื่อใจลดความคาดหวัง จากผู้อื่นลง
ใจจะรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ดีขึ้นทันที

ความคาดหวัง
เป็นอุปสรรคของการเชื่อมโยงทางใจ
เหมือนกำแพงที่กั้นไว้

เมื่อลดกำแพงนี้ลง
ความเชื่อมโยงที่มีอยู่แล้วระหว่างมนุษย์ต่อกัน
จะปรากฏขึ้นมาตามแบบของมันเอง

----------------------------
:) 5. การเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะ กับธรรมชาติ

การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้สัมผัส การรับรู้
กับธรรมชาติ

ธรรมชาติจะให้พลังที่สงบ และ มั่นคงสู่ใจ

เช่น
การออกตัวเองออกไปสัมผัสธรรมชาติใกล้ๆ บ้าน
เช่น การเดินในสวน การรดน้ำต้นไม้ การเงยหน้ามองท้องฟ้า
การสังเกตรายละเอียดเล็กๆ รอบตัว
เช่น แสงแดด กลิ่นหอม เสียงนกร้อง เป็นต้น

ธรรมชาติเหล่านี้
จะช่วยให้ใจไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เพราะใจจะรับรู้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก
พลังธรรมชาติ จะเชือมโยงกับเรา

---------------------------
:) 6. การส่งความเมตตากรุณา กับ ตัวเอง

หลายครั้งความเหงามาจากใจ
ที่รู้สึกไม่ดีกับตนเอง
เช่น มีความไม่ชอบตนเอง รังเกียจตนเอง
มีความคิดเชิงลบกับตนเอง
เหล่านี้ เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเหงาได้ง่าย
เนื่องจาก
ใจกำลังรู้สึกว่า "ถูกทอดทิ้ง"

ความรู้สึกทอดทิ้งนี้
เกิดจากการทอดทิ้งตนเอง
จากการไม่ยอมรับตนเอง
จากการไม่เป็นมิตรกับตนเอง
จากการไม่มีความเมตตากรุณาต่อตนเอง

การทอดทิ้งที่เจ็บปวดที่สุด
ไม่ใช่คนอื่นทอดทิ้งเรา
แต่เป็นเราทอดทิ้งตนเอง
(และ มักจะเกิดขึันโดยไม่รู้ตัว)

การกลับมารัก และ เมตตาตนเอง
คือ การเยียวยาแผลใจที่หลายครั้งเหวะหวะ
จากด่าทอตัวเอง จากการทอดทิ้งตัวเรา

การหยุดการด่าทอตัวเอง
การส่งพลังความรักที่อ่อนโยนให้ต้วเองฅ
การลดความคาดหวังกับตนเองลง
โดย เปลี่ยนจากความคาดหวังตนเอง
(จนไม่สามารถชอบตัวเองตามจริง)
มาเป็นการเข้าใจตัวเอง ตามที่เป็นจริง

ความรู้สึกที่มีต่อตนเอง
จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
Healthy ขึ้น
ความรู้สึกเหงาที่มาจากทอดทิ้งตนเอง จะหายไป

------------------------------
:) 7. การส่งความเมตตากรุณา กับ ผู้อื่น

การให้ การแบ่งปัน การสร้างประโยชน์ กับผู้อื่น
จะช่วยให้ใจเรา รู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่น ในรูปแบบที่สร้างสรรค์ต่อใจ
จะช่วยให้ความรู้สึกเหงาลดลงได้
เช่น
- การลองทำสิ่งเล็กๆ เพื่อช่วยคนอื่น เช่น การส่งกำลังใจ การแบ่งขนม ให้คนอื่น เป็นต้น

----------------------------
#บทส่งท้าย
<3 ฝึกใจรับรู้ความรู้สึกเหงา
โดย ไม่ขับไล่ความรู้สึกเหงา
แต่เรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกเหงาที่เกิดขึ้นอย่างอ่อนโยน ด้วยความเข้าใจ และ ความเมตตา

<3 เมื่อใจที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ใจจะรู้สึกอบอุ่นขึ้น
ช่วงเวลาที่ได้อยู่คนเดียว
จะเปลี่ยนจากความรู้สึกเหงา
เป็น “พื้นที่รู้สึกสุขสงบ” ขึ้นมาแทน

<3 เป็นช่วงที่มีคุณค่าต่อใจ
เมื่อได้กลับมาเป็น "เพื่อนที่ดีกับตัวเอง" 😀

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

----------------------------
🎧ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ สามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🎧
https://youtu.be/tw2iqS8YZUQ