วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

"การรับมือกับอารมณ์ที่ท่วมท้น สำหรับชาวลักษณ์ 5" โดย พญ.ทานตะวัน

 

 

"การรับมือกับอารมณ์ที่ท่วมท้น สำหรับชาวลักษณ์ 5"

ชาวลักษณ์ 5 หลายครั้ง หนีผู้คน และ หนีอารมณ์ตนเอง ไปอยู่คนเดียวเงียบๆ

เป็นความเงียบจากคนภายนอก เป็นความเงียบจากการรับรู้อารมณ์ภายใน (isolation of affect)

แต่หาใช่ความเงียบสงบในใจที่แท้จริงไม่

เพราะ ใจและสมองกลับไปอยู่
กับ
การเสพข้อมูล ตรรกะที่สนใจใคร่รู้มากมาย
รวมถึงการใช้ความคิดวิเคราะห์
เสียงในหัวจึงดังขึ้นมากมาย

การที่ใจและสมองเสพสิ่งเหล่านี้
ใจจะยิ่งออกห่าง การรับรู้ใจที่แท้จริง

ความคุ้นชิน ความคุ้นเคย ที่เสพตรรกะ ข้อมูล
การตัดขาดการรับรู้ ความรู้สึกของใจ

ชาวลักษณ์ 5 จึงคิดว่าดินแดนข้อมูล ความรู้
คือ ดินแดน ศักดิ์สิทธิ์ และ ปลอดภัย
ชาวลักษณ์ 5 เชื่อมั่นว่า
ตรรกะ ช่วยให้ใจเขาปลอดภัย
เอาอยู่ เมื่อทุกอย่างอธิบายได้ ด้วยตรรกะ หลักการ และ ทฤษฎี
(intellectualization)

แต่เมื่อตรรกะ ความรู้ เอาไม่อยู่
อารมณ์กลับท่วมท้น เหมือนเขื่อนแตก

เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากของชาวลักษณ์ 5

ซึ่งหลายคนจะวิ่งหนีไปเกาะตรรกะ ความรู้ยิ่งขึ้นไปอีก
หลายคนจะยิ่งหนีผู้คน และ สถานการณ์ขึ้นไปอีก

บางครั้ง บางสถานการณ์ ใช้วิธีนี้
สามารถรอดตัวไป
เกิดภาวะ "เอาอยู่"
จะยิ่งเสริมความเชื่อมั่นว่า
ความรู้ ตรรกะ
คือ ที่สุด เอาทุกอย่างอยู่
และ เพิ่มความหยิ่งผยองในความรู้และตรรกะของตนเองขึ้นไปอีก
(บางคนสะสมความหยิ่งผยองนี้
จนเกิดภาวะอัตตาเป็นพิษ)

แต่ในบางครั้ง บางสถานการณ์
ชาวลักษณ์ 5 พบว่า
"ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"

นั่นคือ ชาวลักษณ์ 5 ผู้มีวาสนาทางปัญญา
ได้เกิดขึ้นแล้ว

ยินดีด้วยนะคะ

การเติบโตที่แท้จริง จะมาแล้ว
การเป็นผู้มีปัญญาที่แท้จริง กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

เมื่อชาวลักษณ์ 5 พบว่า
ความรู้เชิงทฤษฎี ตรรกะ วิธีการ (how to)
ไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง

คือ มันเป็นคำตอบของบางสิ่ง บางสถานการณ์ได้
แต่มันไม่สามารถเป็นคำตอบของบางสิ่ง บางสถานการณ์ได้ด้วยเช่นกัน

ช่วงเวลาอารมณ์ท่วมท้น
คือ โอกาสเติบโตของชาวลักษณ์ 5

#การรับมือกับอารมณ์ที่ท่วมท้น

การช่วยให้ชาวลักษณ์ 5 อยู่กับอารมณ์ท่วมท้นได้ดีขึ้น

🙂 1. อยู่กับ "มัน"
อยู่แบบไม่ต่อต้าน
อยู่แบบไม่หนีมัน
อยู่กับมัน
ให้มันท่วมไป
เหมือนฟัา ที่ไม่หนี ฝน

อารมณ์ มีมา เดี๋ยวมัน ก็ไป
ฟ้าไม่หนีฝน
ฝึกใจ ไม่หนีอารมณ์

แล้วใจจะพบว่า อารมณ์มา และ มันก็ไป
และ เดี๋ยวมันก็มาใหม่...... และ เดี๋ยวมันก็ไปอีก

ใจที่ไม่หนีอารมณ์
จะเห็นความจริงข้อนี้ ด้วยใจ
ไม่ใช่ด้วยความคิด

ใจที่ไม่หนีอารมณ์ ได้ครั้งนุึง
ใจจะมีความสามารถอยู่กับอารมณ์ได้ดีขึ้นๆ
เป็นการเก็บแต้มความฉลาดทางใจขึ้นทุกครั้ง
ที่ใจฝึกไม่หนีอารมณ์
(ไม่ใช่ความฉลาดทางสมองที่ชาวลักษณ์ 5 ถนัดเก็บแต้มอยู่แล้ว)

เรื่อง "การอยู่กับอารมณ์"
ไม่ต้องอาศัยความรู้
แต่อาศัย ปัญญา แห่งความเข้าใจธรรมชาติตามความจริง
ที่เกิดจากการมีประสบการณ์ตรงกับอารมณ์แบบซื่อๆตรงๆ เท่านั้น

การอยู่กับอารมณ์ เป็นสิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก
ของชาวลักษณ์ 5

ฝึกอยู่ กับสิ่งที่ทนอยู่ได้ยากนี้
ใจจะแข็งแรง....
ใจจะฉลาดขึ้น...

🙂 2. ใช้ "ร่างกาย" บ่อยๆ

ทำกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกายบ่อยๆ
ยิ่งใส่กิจกรรมนี้ให้เป็นกิจวัตร ทุกวัน ยิ่งดี
จัดเวลาทุกวัน
เช่น ทุก 1 ชม ลุกขึ้นเดินไป-มา 5 นาที แล้วค่อยมานั่ง
จัดให้เดินสม่ำเสมอ วันละ กี่นาที ก็ว่าไป
หรือ เต้นสม่ำเสมอ วิ่งสม่ำเสมอ โยคะสม่ำเสมอ และ อื่นๆ แล้วแต่ถนัดเป็นต้น

ระหว่างทำกิจกรรม "งดเสพข้อมูล"
ลดปัญญาทางสมองลงบ้าง

เพื่อเพิ่มโอกาส สร้างปัญญาทางใจ

เพื่อให้ใจได้อยู่กับ ร่างกายจริงๆ
จะช่วยเพิ่มคุณภาพใจ (ไม่ใช่คุณภาพสมอง)
จะช่วยให้ใจเกิดปัญญา
ที่เกิดจากการอยู่กับ "ความว่าง" จากข้อมูล

จะช่วยให้ใจเกิดปัญญา ที่เกิดจาก การมีประสบการณ์ตรงกับร่างกายเท่านั้น

ปัญญาที่รู้จักร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการอ่านข้อมูลความรู้ว่า ร่างกายเป็นอย่างไร

แต่เกิดจากการรับรู้ปฎิกิริยาร่างกายแบบซื่อๆตรงๆ

🙂 3. Staying "Ground"
การให้ใจมีที่อยู่ที่มั่นคง

เดิม ลักษณ์ 5 จะเชื่อว่า
ที่อยู่ที่มั่นคง คือ ชุดข้อมูล / ความรู้/ ความคิดวิเคราะห์ /ตรรกะที่ยอดเยี่ยม

ก็มีส่วนจริง และ มีส่วนไม่จริง

ใจที่มั่นคงจากภายใน
ไม่ได้เกาะความรู้

ใจที่มั่นคงภายใน
เกิดจาก
3.1 ใจที่มีสติ มีปัญญา บ่อยๆ
นั่นคือ ใจที่เป็น observer ที่แท้จริง

คือ ใจที่ทักษะ
เท่าทัน การอยากเกาะความรู้ ความยึดติดความรู้
เท่าทัน ความกลัวความขาดแคลน ความกลัวถูกรุกร้ำ ความกลัวไม่ competent และ ความกลัวอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้น..
เท่าทันความคิด....
รู้จักอารมณ์....
รับรู้ความโลภ ความหวงแหน ความอยากเอาอยู่ ...

ลักษณ์ 5 ชื่อว่า นักสังเกตการณ์ (the observer)
ลักษณ์ 5 ที่คงความเป็นลักษณ์แน่นเหนียว
จะเป็น นักสังเกตการณ์ภายนอก
ลักษณ์ 5 ที่เติบโต คลื่คลายออกจากการเป็นลักษณ์
จะเป็นนักสังเกตการณ์ภายใน "ตนเอง"
หมั่นสังเกตการณ์ เห็น กาย-ใจ
หมั่นรับรู้มันอย่างที่เป็น
หมั่นเท่าทันใจที่กำลังแยกอารมณ์ออกไป

3.2 ใจที่มีสมาธิ
หมั่นพาใจกลับมารับรู้ร่างกาย
เช่น การพาใจกลับมารับรู้ลมหายใจบ่อยๆ
การพาใจกลับมารับรู้ การเคลื่อนไหวของร่างกายบ่อยๆ
การพาใจกลับมารับรู้ การเดิน บ่อยๆ

สิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้ใจมีที่อยู่ที่มั่นคง
สงบ
เป็นกลาง
มีพลัง

เป็นคุณภาพใจที่อยู่กับอารมณ์ต่างๆ ทีเกิดขึ้น
ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
โดยไม่ต้องหนีไปหาชุดความรู้มายึดกุม เพื่อสร้างความอุ่นใจใดๆ

เป็นใจที่มีความมั่นคงอย่างมหัศจรรย์
ชนิดที่หลักคิดที่ยอดเยี่ยมหรือความรู้ชุดใดในโลก
ก็พาไปไม่ถึง

การรับมือกับอารมณ์
ไม่ใช่ การเอาอารมณ์อยู่
แต่ คือ การอยู่กับอารมณ์
ด้วยใจที่มีสติ ปัญญา และ สมาธิ

ความรอบรู้ที่แท้จริง จึงเกิดขึ้น

ความรอบรู้ทีแท้จริง ไม่ใช่มิติทางสมอง
แต่เป็นมิติทางปัญญา ทางจิตใจ และ จิตวิญญาณ
จากความเข้าใจธรรมชาติ
ของความคิด
ของอารมณ์
ของร่างกาย
และ ของความโลภ ความหวงแหนไม่สิ้นสุด
ที่เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

🙂 4. ฝึก "ความเมตตา" ต่อผู้อื่น

ความกลัวที่จะขาดแคลน กลัวไม่พอ จะค่อยๆ ลดลง
ใจจะได้ความรู้ใหม่ที่ชื่อว่า "เพียงพอ" มาแทน
(เป็นความประจักษ์ทางใจ ไม่ใช่ความคิด)

#บทส่งท้าย

เมื่อลักษณ์ 5 อ่านถึงตรงนี้
แนะนำปิดการเสพข้อมูลนี้
เปิดใจ และ สมอง
รับรู้ ธรรมชาติ ของร่างกายและจิตใจ
ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้
และ ลุกขึ้นไปขยับร่างกายที่ว่างจากข้อมูล

บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
https://youtu.be/X8F1RP7qDK4

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

#นพลักษณ์
#enneagram

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เข้าใจความจริง ค่าของเราอยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่สายตาคนอื่น ช่วยลดทุกข์โดยใช่เหตุ โดย พญ.ทานตะวัน

 

 

#ความจริง
ค่าของเรา
อยู่ที่ตัวเรา
ไม่ได้อยู่ที่สายตาคนอื่น

แต่คนเรามักเข้าใจผิด
นำคุณค่าของเราไปฝากไว้กับสายตาคนอื่น
จึงทุกข์โดยใช่เหตุ 🙂
---------------------------------------------------------
เพราะ ทุกคนมีจุดดีจุดแข็งไม่เหมือนกัน
(ที่เรียกว่าทุกคนมีอัตลักษณ์เฉพาะตน uniqueness )

ดังนั้น ข้อดี คุณค่า ที่เรามี
ไม่จำเป็นต้องถูกใจใคร

สำคัญ คือ ตัวเรารู้จักและเข้าใจในคุณค่าของตัวเราเอง
นั่นคือ การมี self esteem

--------------------------------------------

แม้เราจะเป็นตุ๊กตาหมีที่น่ารักที่สุดในโลก
ไม่ได้แปลว่าทุกคนในโลกจะชอบ

มีหลายคนในโลกที่มองว่าไม่น่ารักเลยก็ได้
และ
มีอีกหลายคนในโลกที่มองว่าน่ารักที่สุดเลย ^^

-----------------------------------------------
#คนที่มีทักษะชีวิต

นำมุมมองที่คนอื่นมีต่อเรา
มาเป็นกระจก
ไว้ส่องตัวเรา
ไว้สำรวจตัวเรา
เพื่อช่วยให้เราได้เห็นตัวเราได้มากขึ้น
(โดยเฉพาะมุมที่เรา ไม่สามารถเห็นด้วยตัวเราได้)
ซึ่งเป็นประโยชน์มาก

แต่ไม่ใช่ไว้ตัดสินคุณค่าในตัวเรา

--------------------------------------------------

#ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย
#การเห็นคุณค่าก็เช่นกัน

บทความโดย พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
https://youtu.be/evUqmQAy0gU

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข 

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เรา(ยอม)เปลี่ยนแปลงเพราะอะไร? และ เพราะอะไรมนุษย์จึงกลัวการเปลี่ยนแปลง? โดย พญ.ทานตะวัน

 



#การเปลี่ยนแปลง

เรา(ยอม)เปลี่ยนแปลง เพราะ
1. เราเรียนรู้ หรือ รู้จักมันมากพอ
หรือ
2. เราทุกข์ หรือ เจ็บปวดจากมันมากพอ
หรือ
3. เรามีชีวิตที่ย่ำแย่จากมันมามากพอ

การ(ยอม)เปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น
ที่ต้องวงเล็บว่า "ยอม"
เพราะ คนเรามัก "ไม่ยอม" เปลี่ยนแปลง

#มนุษย์มักกลัวการเปลี่ยนแปลง

คนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลง

เพราะ มนุษย์มีความกลัวในทุกคน
(บางคนก็เห็นชัดเจน
บางคนก็ซ่อนความกลัวไว้
ไม่ให้ใครเห็น แม้กระทั่งตนเอง)

- กลัวเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย กลัวความไม่มั่นคง
เลยปล่อยให้ตัวอยู่กับ ความคุ้นเคยเดิม แม้มันทำให้แย่ก็ตาม
- กลัวการสูญเสีย
แม้สิ่งที่มี ไม่ดีนัก แต่ก็ยังกลัวเสียไปอยู่ดี
เข้าทำนองคำโบราณว่า แม้รู้ว่ากำขี้ ยังดีกว่ากำตด
(คำโบราณนี้อาจแรงไปสักนิดนะคะ แต่เป็นการเปรียบเปรยให้เห็นภาพค่ะ)

#เมื่อใจยอมเปลี่ยนแปลง

แต่เมื่อใจยอมเปลี่ยนแปลง

-ยอมอยู่กับความสูญเสีย
-ยอมอยู่กับการไม่คุ้นชิน ไม่มั่นคง

ชีวิตก็จะเริ่มเปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต

บางทีก่อนจะเติบโต
ต้องผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดก่อน
ความเจ็บปวด เป็นวิกฤติของจิตใจ

แต่กลับเป็นโอกาสที่ดี
ที่ทำให้เราได้เกิดสิ่งใหม่ๆในชีวิต
ที่เหมาะสมกับเรามากกว่า

หมั่นเรียนรู้ชีวิต และ รู้จักตัวเอง จาก "ความเจ็บปวด"
สิ่งนี้ช่วยให้เราใช้ ชีวิตได้ ดีขึ้น ดีขึ้น และ ดีขึ้น
เพราะ ใช้ชีวิตได้เหมาะสม และ ดีงาม กับตัวเองมากขึ้น มากขึ้น

ความเจ็บปวด แม้ไม่ใช่สิ่งน่าอภิรมย์
แต่เมื่อเกิดขึ้น
สิ่งที่ได้รับจากความเจ็บปวด
กลับไม่ใช่สิ่งที่แย่ในชีวิต

แต่เป็นปฐมบท เป็นจุดเริ่มต้น
ของการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เพราะ กว่า(ใจ)จะตระหนักรู้อะไร
หลายครั้งต้องผ่านความรู้สึกที่เรียกว่า "เจ็บปวด" ก่อน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรียนรู้จากมัน นะคะ 🙂

เพราะ หลายเรื่องเราเลี่ยงไม่ได้ แม้ไม่อยากเจอ
แต่เราเรียนรู้จากมันได้เสมอค่ะ

นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราจะทำให้ตัวเรา และ ชีวิตของเรา 🙂

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
https://www.youtube.com/watch?v=dAAwNUBVR24

----------------------------
ขอบคุณภาพ และ ถ้อยคำที่มีคุณค่า
จาก : https://www.facebook.com/TheIDEAlistRevolution/photos/a.545133395520111.131122.212514318782022/1025536040813175/?type=1&theater