วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566

เรียนรู้หลักคิดดีๆ ในการดำเนินชีวิต (Growth mindset) จาก นิทาน กระต่ายกับเต่า โดย พญ.ทานตะวัน

 

"เรียนรู้แนวคิดแบบเติบโต (growth mindset)
จาก นิทานกระต่ายกับเต่า"

เรียนรู้ นิทาน "กระต่าย กับ เต่า"
กับความเข้าใจ
แนวคิด แบบ"Growth และ Fixed mindset"

นิทานที่ได้ยินตั้งแต่เด็ก ลองนำมาใคร่ครวญด้วย
"แนวคิดแบบ Growth และ Fixed mindset"

นิทานกระต่ายกับเต่า
ที่เราได้ยินตั้งแต่เด็กๆ ว่า
เต่า กับ กระต่าย แข่งกันว่าใครจะถึงเส้นชัยก่อน

และ ตอนจบเราคงทราบกันอยู่แล้วว่า
เต่า คือ ผู้ชนะ
เต่าถึงเส้นชัยก่อน
เพราะ กระต่ายนอนหลับด้วยความชะล่าใจ เพราะมั่นใจในฝืเท้าตนเองว่าเหนือเต่ามาก

แล้วเต่าก็ควบ 4 เท้าสั้นๆ เข้าเส้นชัยก่อนกระต่าย

นิทานเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างของ "Growth และ Fixed mindset" อย่างไร

เต่าใน moment นี้ คือ ตัวแทนของ growth mindset
กระต่าย moment นี้ คือ ตัวแทนของ fixed mindset

--------------------------------------------

Growth mindset คือ แนวคิดเติบโต
Fixed mindset คือ แนวคิดยึดติดตายตัว

Growth mindset คือ แนวคิดเติบโต
คือ ชุดความคิดทีรักการเรียนรู้ และ รักการเติบโต
ให้คุณค่ากับการได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง
มากกว่า ภาพลักษณ์ และความชืนชมจากคนอื่น
มีลักษณะ เข้าใจธรรมชาติของตนเอง
เข้าใจจุดแข็ง และ จุดติดขัด
สนุก และ รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสที่ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาและได้เติบโต

Fixed mindset คือ แนวคิดยึดติดตายตัว
คือ ชุดความคิดที่รักตัวตน มากกว่า รักการเรียนรู้ เติบโต
่ให้คุณค่ากับผลลัพธ์ กับ ภาพลักษณ์ต่อสายตาผู้คน กับ การ born to be
มากกว่าการได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง
มีลักษณะ ที่เป็นไปได้ตั้งแต่น้อยเนื้อต่ำใจ ไปจนถึง หลงตนอหังการ

Fixed mindset
ฝั่งน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อรู้สึกว่าตนไม่ดี หรือ สู้คนอื่นไม่ได้ จมกับการตำหนิตนเอง และ จมกับความรู้สึกล้มเหลว
ฝั่งหลงตนอหังการ เมื่อรู้สึกว่าตนเหนือกว่าคนอื่น
เชื่อว่าตนเจ๋ง คนอื่นสู้ตนไม่ได้

ทััง 2 ทาง คือ การยึดติดตัวตน
อันหนึ่งคือ ยึดว่าตนต่ำตม
อันหนึงคือ ยึดว่าตนเหนือคน

Growth mindset
เมื่อ "ยัง" ไม่โอเค "ยัง" ไม่เก่ง "ยัง" ไม่เชียวชาญ
เป็นโอกาสของการฝึนฝนให้เชียวชาญมากขึ้น
เมื่อเกิดผิดพลาด ล้มเหลว เป็นโอกาสที่ดีที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด /ล้มเหลว และ ได้เติบโตอีก

Fixed mindset
ตัดสิน มากกว่า เข้าใจ

Growth mindset
เข้าใจ มากกว่า ตัดสิน

Fixed mindset
อยู่กับความคาดหวัง

Growth mindset
อยู่กับความเป็นจริง

Fixed mindset
แข่งกับคนอื่น

Growth mindset
พัฒนาตนเอง

Fixed mindset
จะกดดัน เปราะบาง ท้อง่าย หลงตน และ สั่นสะเทือนง่าย

Growth mindset
จะเปิดใจ มั่นคง ทุกข์น้อย อ่อนโยน และ เติบโตเรือ่ยๆ
------------------------------------------

เต่าใน moment นี้ คือ ตัวแทนของ growth mindset

1.ใส่ใจที่กับการพัฒนาตนเอง และ ให้คุณค่ากับการพยายาม
ขอเพียงไม่หยุดเดิน ยังไงก็ถึงเส้นชัย
จะช้า จะเร็ว ขอเพียงเดินไม่หยุด
ถึงเส้นชัยแน่นอน

2. การแข่งครั้งนี้ ทีสำคัญของเต่า
ไม่ใช่กระต่าย แต่คือ ตัวเอง

เพราะ ถ้าใส่ใจที่จะสู้กระต่าย
เต่าจะไม่มีแรงเดินตั้งแต่แรก
เป็นเต่าสิ้นหวังตั้งแต่่จุดสตาร์ท
เพราะ ไม่มีทางสู้กันได้อยู่แล้ว เทียบเท้าต่อเท้า ก้าวต่อก้าว

สิ่งสำคัญงานนี้ ของเต่า ไม่ใช่แข่งกับกระต่าย
แต่ คือ การพัฒนาตนเอง

หัวใจและร่างกายของเต่า จีงมีพลังในการเดิน

3. เต่าทำหน้่าที่ของตน เท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่
หน้าที่เต่า คือ เดินไปอย่างเต็มที่
ส่วนผลแพ้ชนะ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตามเหตุปัจจัย

ลักษณะนี้ เรียกว่า "เพียรทำกิจ ด้วยจิตปล่อยวาง"

เพราะ ถ้าจิตไม่ปล่อยวาง หลายครั้งจะทำกิจไม่ออก ด้วยความกังวล และ กดดัน

นำผลจากความกังวล มาหลอนตนเอง
จนก้าวไม่ออก

--------------------------------------------

กระต่าย moment นี้ คือ ตัวแทนของ fixed mindset
1. ชะล่าใจ ว่าเก่งแล้ว ไม่ต้องพัฒนาตนเอง
ยังไงก็นอนมา ก็เลยนอนเลย ไม่ได้พัฒนาตนเอง จนคนอื่นที่เก่งน้อยกว่า แซงไป
2. กระต่ายแพ้ ไม่ได้แพ้เพราะเต่าเป็นยังไง
แต่แพ้เพราะ ตนเอง
แพ้เพราะความหลงตน
หลงตนมาก จนขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง

---------------------------

ตอนท้าย
ถ้ากระต่าย นำความแพ้เต่า มาเรียนรู้ กระต่าย จะเติบโต
(growth mindset)

ถ้ากระต่าย นำความพ่ายแพ้ มาแค้นเคืองเต่า หรือ มาเสีย self อัปยศอดสู หรือ มาแก้ตัว หรือ มาโทษว่า เต่าโกง
กระต่ายจะอดเติบโต แต่อาจกลายเป็นความต่ำตมแทน (fixed mindset)

ส่วนเต่า
เมื่อชนะแล้ว นำมาเรียนรู้ ฝึกฝน นำมาเข้าใจตนเอง และ สถานการณ์
เต่าจะเติบโต (growth mindset)

เมื่อชนะแล้ว นำมาหลงตน ยึดติดกับการชนะกระต่ายจนตัวลอย
เต่าจะต่ำตม เพราะ ยึดติดตัวตน (fixed mindset)

---------------------------------
fixed mindset กับ growth mindset เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้

จะ fixed mindset หรือ growth mindset
สำคัญ คือ การรู้ตัว
เมื่อรู้ตัวว่า กำลัง fixed mindset
ประตูของ growth mindset จะเปิดขึ้น

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂

https://www.youtube.com/watch?v=1quWW7tJvTI

-------------------------------------
#Growthmindset
#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข 

เครดิตภาพ : https://www.pinterest.com/pin/265571709254885411/
และ
https://www.thairath.co.th/content/529231 

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566

5 ข้อคิดดีต่อใจ จาก ภาพยนตร์ญี่ปุ่น เรื่อง Cats Don't Come When You Call (2016)

 

 

5 ข้อคิดดีๆ จาก ภาพยนตร์ญี่ปุ่น
เรื่อง Cats Don't Come When You Call (2016)
ชื่อไทย ว่า แมวเหมียวเรียกทำไมไม่มา

ภาพยนตร์เกี่ยวกับแมวที่น่ารัก
เป็นภาพยนตร์ scale เล็ก แต่กินใจ ด้วยความเป็นจริงของชีวิตแมวและคน

หนังเรียบๆ ดำเนินเรื่องเรียบๆ
แต่ให้มุมมองเล็กๆของชีวิตที่สำคัญ

เหมาะกับคนชอบแมว และ ไม่ชอบแมว
เหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ
ได้ความละมุมละไม อ่อนโยน และ ได้มุมมองดีๆในการใช้ชีวิตค่ะ 🙂

------------------
บทความข้างล่างนี้ อาจเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ค่ะ
Spolier Alert 🙂

ข้อคิดที่ได้จากการดูภาพยนตร์ เรื่องนี้
1. ชีวิตไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จตลอดเวลา
สิ่งสำคัญคือ การหาหัวใจตนเองให้เจอ
และ สิ่งนี้แหละ คือ ความสำเร็จของการมีชีวิต

2. การทำอะไรด้วยหัวใจที่แท้จริง
เราจะถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาได้ดีมาก...อย่างไม่น่าเชื่อ !! 😃

3. เราอาจไม่ได้ดูดี หรือ มีคุณค่า ในทุกสิ่งหรือทุกผู้คนที่เราเข้าไปเกียวข้อง
ไม่ต้องเสียใจ และ จิตตกใดๆ
เพราะ นั่นเป็นเรื่องธรรมดา
และ เอาเข้าจริงๆ หลายครั้งก็ไม่ได้จำเป็น และ ไม่ได้สำคัญด้วย
เมื่อมองย้อนกลับไป หลายครั้งจะเห็นความจริงข้อนี้ 😊

และ ที่สำคัญ เรา "มีค่า" เสมอ
ในอีกหลายสิ่งที่เราเห็น และ เราไม่เห็นในตอนนี้

รวมทั้งในสายตาใครบางคน
ที่เขารู้จักเราดี ผูกพัน และ คลิกกับเรา
และ 1 ในคนเหล่านั้น ควรมีเราอยู่ด้วยเสมอ
เพราะ เราคือคนที่มึคุณสมบัติ 3 สิ่งนี้ แน่นอน
(รู้จักเราดี ผูกพัน และ คลิกกับเรา) 😃

4. สิ่งที่เราคิดว่า เหมาะกับเรามาตลอด
วันหนึ่ง อาจใช่ หรือ วันหนึ่งอาจไม่ใช่
แต่การให้โอกาสกับตนเอง ได้เต็มที่กับมัน
เป็นสิ่งที่ดี (มาก)
เพราะ การจะรู้ว่ามันใช่ หรือ มันไม่ใช่ ไม่สามารถใช้ความคิดคาดเดาตัดสิน
แต่ต้องใช้การประจักษ์ จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

และ ที่สำคัญอีกอย่าง
คือ ไม่ว่าจะใช่ หรือ ไม่ใช่ การได้ลองให้โอกาสตนเองกับมันอย่างเต็มที่
คือ การได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความกล้าหาญในตัวเรา

รวมทั้งได้รู้จักตนเองมากขึ้น.....

ทั้งหมดนี้ คือ ความคุ้มสุดๆเลย 😊

5. การตัดสินใจ หลายครั้งๆไม่มีอะไร ผิด หรือ ถูก
มันถูกในช่วงเวลาหนึ่งๆ แต่อาจเหมือนผิดในอีกช่วงเวลาหนึ่ง
เพราะ การตัดสินใจนั้น มันเหมาะสม ตามเหตุ ตามปัจจัย ณ ขณะนั้นๆ

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=uWh_0_psvwI

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

------------------------
เครดิตภาพ : https://www.imdb.com/title/tt4202960/mediaviewer/rm41880064

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566

คำถาม “เป็นคน Introvert รู้สึกไม่ดีกับตนเองที่พูดไม่ค่อยเก่ง เข้าสังคมลำบาก จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ?”

 

 

#คำถาม
ตนเองมีลักษณะของ Introvert
ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียวมากกว่า
รู้สึกเหนื่อยเวลาที่ต้องพูดคุยกับคนมากๆ
รู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเองที่พูดไม่ค่อยเก่ง
ส่วนใหญ่จะฟังมากกว่าพูด
ไม่ทราบว่าจะมีวิธีอย่างไรบ้างค่ะ
ที่จะเข้าสังคมได้แบบไม่เหนื่อย ไม่ใช้พลังมาก
และจะรู้สึกดีกับตนเอง ที่พูดไม่ค่อยเก่งได้อย่างไรค่ะ

------------------------------------------------
#คำตอบ
ธรรมชาติของ introvert
มีพลังชีวิตตอนอยู่คนเดียว
เวลาอยู่คนเดียวเหมือนได้ชาร์จแบต
ถ้าจะคุย จะคุยกับคนสนิท
จึงมักจะไม่ค่อยชอบเข้าสังคม
และ ไม่ค่อยอยากพูดคุยสุงสิงกับคนทั่วไปที่ไม่สนิท
จะรู้สึกหมดแรง
และ ไม่รู้จะพูดคุยอะไรกับคนที่ไม่ค่อยสนิทอะนะคะ
เวลาจะเข้าสังคม จะเกิด moment ที่ อึดอัดลำบากใจได้ (awkward)

#แนวทางการดูแลตนเอง
:) 1. ยอมรับธรรมชาติของตนเอง

- เป็นธรรมชาติที่จะมีความเหนื่อยง่ายเวลาเจอคนเยอะ
หรือ การต้องพยายามพูดคุย เป็นต้น

- ไม่ได้เป็นความแย่อะไร
เป็นธรรมชาติแบบหนึ่ง
ซึ่งในทางตรงข้ามกลับพบข้อดีมากมาย

- ชาว introvert มีข้อดีหลายอย่าง
เช่น ความลึกซึ้ง เป็นผู้ฟังที่ดี เป็นต้น
(และ อยู่กับตนเองเป็น อยู่คนเดียวได้ หลายคนที่อยู่คนเดียวไม่เป็น รู้สึกอิจฉา ข้อดีนี้นะคะ ^^)

- การยิ่งไม่ยอมรับตัวเอง กลับทำให้รู้สึกแย่กับตนเอง และ เหนื่อยมากขึ้นไปอีก โดยไม่จำเป็นค่ะ

:) 2. ถ้าจำเป็นต้องเข้าสังคม

- ลองเตรียม topic ที่เราสนใจ และ คนอื่นในสังคมนั้นน่าจะสนใจได้เหมือนกัน ประมาณ 2-3 เรื่อง
ไปพูดคุยกับคนที่เราเจอในสังคม จะช่วยให้เราไม่อึดอัดมาก
(เพราะไปนึก topic สดๆ หน้างาน หลายคนมักจะนึกไม่ทันค่ะ )

- การได้คุยเรื่องที่เราสนใจ และ คนอื่นที่คุยด้วยสนใจในเรื่องเดียวกัน จะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น
และ บางทีเราอาจจะเจอคนคอเดียวกันด้วยค่ะ

- แต่ถ้าไม่ได้เตรียม topic หรือ ที่เตรียมไปไม่เวอร์ค
ลองฟังว่าเขาคุยอะไรกัน และ อะไรที่่พอแจมได้
ลองแสดงความคิดเห็นไปนะคะ
ถือเป็นการฝึกทักษะทางสังคมค่ะ
ไม่ต้องห่วงว่าที่พูดมันจะเจ๋งพอไหม
ไม่สำคัญ
สำคัญ คือ เรามีโอกาสได้ฝึกทักษะทางสังคมค่ะ

:) 3. ฝึกนั่งแช่ๆ นั่งแบบไม่ต้องมีสาระอะไร (เพราะชาว introvert หลายคนหวงเวลามาก นั่งๆแช่ไปเรือยๆ รู้สึกไร้สาระ)
แต่ถ้าต้องฝึกทักษะทางสังคม
แนะนำให้ลองทำ
โดยการฝึกนั่งแช่ๆ ฟังคนอื่นคุยสัก อย่างน้อย 5 นาที จะช่วยให้ค่อยๆ รู้ว่าคนอื่น
เขาคุยกันอย่างไร
คุยกันเรื่องประมาณไหน
เพิ่มทักษะสังคมได้มากขึ้นค่ะ

:) 4. ที่สำคัญ
ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตนเอง
- บอกตนเองว่า เรากำลังฝึกฝนทักษะทางสังคมอยู่
และ การหมั่นฝึกฝน เราจะค่อยๆเห็นพัฒนาการของเราค่ะ

- ถ้าครั้งนี้ทำได้ยังไม่โอเค ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตนเองค่ะ
บอกว่าตนเองว่า "มัน คือ การเรียนรู้"
และ ถามตนเองต่อว่า "เราได้เรียนรู้อะไร จากสิ่งนี้"

เพื่อนำมาสู่การพัฒนาตนเองต่อไป

- และ พอเราทำไปเรื่อยๆ เราจะเห็นศักยภาพในตัวเรามากกว่าที่เราเคยเข้าใจค่ะ
และ ความกลัว ความกังวล ความไม่มั่นใจ จะค่อยๆ ลดลงค่ะ

:) 5. รู้เท่าทัน ถ้าเผลอคาดหวังกับตนเอง เกินจริงนะคะ
- รัก และ เมตตาตนเอง
- หมั่นเข้าใจความรู้สึกตนเอง
- หมั่นเข้าใจความเหนื่อยของตนเอง
ไม่ต้องรู้สึกแย่อะไรกับตนเอง
- เห็นคุณค่าตัวเราในแบบตนเอง
คือ สิ่งที่ชูใจ และ มีความหมายกับจิตใจเราที่สุดค่ะ
- การพูดไม่เก่ง ไม่ได้ลดทอนคุณค่าอะไรในตัวเราเลยนะคะ

:) 6. ไม่ต้องนำมาตัดสินคุณค่าอะไรในตัวเรา

คนละเรื่องกันค่ะ
ทักษะ กับ คุณค่า

การเข้าสังคม เป็นเรื่องของทักษะทางสังคม
(ที่เราไม่ได้ถนัดแนวนี้ แค่นั้นเอง)
ไม่ได้เกี่ยวกับคุณค่าอะไร
ไม่ต้องรู้สึกแย่
ไม่ต้องนำมารู้สึกด้อยค่ากับตนเองอะไรค่ะ

และ จริงๆ เราก็มีแนวถนัด
แนวที่เราทำอะไรได้ดี
ในอีกตั้งหลายอย่าง
ที่สาย extrovert สายเข้าสังคมเก่งหลายคนก็อาจจะทำไม่ค่อยได้เหมือนกัน เช่น การเป็นนักฟังที่ดี ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมาก ในการสื่อสารและความสัมพันธ์ การเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง เป็นต้น

ดังนั้น
ในส่วนทักษะบางอย่าง ที่เราไม่ค่อยถนัด
แต่ถ้าเราอยากพัฒนาทักษะนั้นให้ดีขึ้น
ก็ลองฝึกไปค่ะ :)

ด้วยแนวทาง
หมั่นทำกิจ ด้วยจิตเข้าใจตนเอง และ เห็นคุณค่าในตนเอง

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทาง
https://www.youtube.com/watch?v=ZYRvD-ac1R0

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

คอร์สนพลักษณ์ขั้นพื้นฐาน (ฺBasic Enneagram) ศาสตร์เพื่อการเข้าใจตนเอง เข้าใจคนอื่น พัฒนาคุณภาพชีวิต โดย พญ.ทานตะวัน

 

 


ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ครับ
คอร์สนพลักษณ์ขั้นพื้นฐาน
(ฺBasic Enneagram)
ศาสตร์เพื่อการเข้าใจตนเอง เข้าใจคนอื่น พัฒนาคุณภาพชีวิต
🙂 จัดอบรมในวันเสาร์ที่ 18 - อาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566
เวลา 9.00-17.30 น.
ณ Abloom Exclusive Serviced Apartments
(ใกล้ BTS สนามเป้า)
รายละเอียดรับฟังได้ทางลิงค์นี้ครับ
🙂 สนใจสอบถามรายละเอียดได้ LINE OFFICIAL : @504jcald
หรือ ทางลิงค์นี้ https://lin.ee/Pfw3uGo ครับ
ขอบคุณครับ


วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566

เรื่องของความ Doubt กับ ชาวลักษณ์6 ในศาสตร์นพลักษณ์ โดย พญ.ทานตะวัน

 

 

#เรื่องของความDoubtกับชาวลักษณ์6

ความ doubt
คือ ความรู้สึกสงสัย ความรู้สึกไม่แนใจ ความรู้สึกไม่มั่นใจ

ความ doubt ไม่ใช่ปัญหา
ความ ขาดสติ ต่างหากที่สร้างปัญหา

ความ doubt มีประโยชน์
ทำให้รอบคอบ
ทำให้มองสิ่งต่างๆ รอบด้าน
ทำให้ลดภาวะมุทะลุ ด่วนตัดสิน
ทำให้ลดภาวะผลีผลาม ออกตัวเร็ว แล้วพลาด
ทำให้ความคิดตลกได้ sharp มากขึ้น
ทำให้ได้ระแวดระวังภัย/เหตุร้ายที่เกิดขึ้นได้ทัน
ทำให้เตรียมรับสถานการณ์ได้ดีขึ้น
ทำให้อุดรอยรั่วได้
ทำให้ปลอดภัย
ฯลฯ
ฉะนั้นข้อดีมีเยอะ

แต่หลายครั้งชาวลักษณ์ 6
จะรู้สึกว่า ความ doubt สร้างปัญหา

ทำให้กังวล
ทำให้กลัว
ทำให้คิดมาก
ทำให้ไม่ได้ลงมือทำ
ทำให้เสียสติ วิตกจริต
ทำให้ขาดความมั่นใจ
ทำให้หมดแรง
ทำให้ทุกข์ใจ
ทำให้เสีย self
ฯลฯ

ความ doubt มีคุณประโยชน์หลายอย่างดังกล่าวข้างต้น

การมีสติ จะช่วยให้ ความ doubt ที่มี
กลายเป็นขุมทรัพย์ทางใจ และ การดำเนินชีวิต

ความ doubt จึงไม่ใช่ปัญหา
ความ ขาดสติ ต่างหากที่สร้างปัญหา

เราห้ามความ doubt ไม่ได้
(มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติของใจ หรือ ที่เรียกว่า อนัตตา)

แต่เราฝึกสติ ดูแล มันได้
หมั่นเท่าทันความรู้สึก doubt อยู่บ่อยๆ เนืองๆ
จะช่วยให้เราลดภาวะ จิตตก หมดแรง จากความ doubt
เราจะไม่ถูกความ doubt ครอบงำ
จนกลายเป็นความกลัว ความกังวล
จนเสียพลังชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น การหมั่นฝึกฝนจิตใจ
ให้ใจมีสติ เท่าทันความ doubt ที่กำลังเกิดขึ้น
ให้ใจมีสมาธิ รองรับความ doubt ที่ปรากฏขึ้น

จะช่วยให้ชาวลักษณ์ 6
อยู่กับความรู้สึก doubt ได้อย่างมั่นคง
และ ได้รับประโยชน์จากความ doubt ในเชิงปัญญาอย่างลึกซึ้ง 🙂

บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

#นพลักษณ์
#enneagram

-----------------------------------------

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข