วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566

"สู้แบบสุนัขจนตรอก" คือ หนึ่งในช่วงเวลากล้าหาญของชาวลักษณ์ 6 เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น? โดย พญ.ทานตะวัน

 

 
เกร็ดเอ็นเนียแกรม
ตอน
"สู้แบบสุนัขจนตรอก"
คือ หนึ่งในช่วงเวลากล้าหาญของชาวลักษณ์ 6 ในหลายคน

"สู้แบบสุนัขจนตรอก"
คือ
การตกอยู่ในสภานการณ์แย่สุด ไม่มีทางไป ไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากการสู้ คือ ถ้าไม่สู้ ก็คือ ตาย
ตอนนั้นจึงมักสู้ตาย

เพราะอะไร จึงเป็นเช่นนั้น ?

-------------------------------------
#ตอบ
ในสถานการณ์นี้
เป็นช่วงเวลาที่ชาวลักษณ์ 6

เกิดภาวะ
🙂 "No doubt"

🙂 "ไม่มีอะไรต้องลังเล"
การไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ทำให้ไม่ต้องคิดลังเล เช่น อะไรดีน้า อะไรดีกว่าอะไร ? ทำดีกว่าหรือไม่ทำดีกว่า ? และ อีกหลายๆ ความคิดตีกัน.... บลาๆๆ ฯลฯ

❤ ทำให้สภาวะใจของชาวลักษณ์ 6
เกิดความมุ่งมั่น
รวมเป็นหนึ่ง
พลังของการเอาตัวรอดแสดงแสนยานุภาพออกมาได้เต็มที่

โดยไม่ถูก
"มวลความ doubt (ที่ขาดสติ)"
"ก้อนความคิด (ที่ขาดการเท่าทัน)"
"แรงลังเล (ที่ขาดความรู้ตัว)"
ทำลายสรรพกำลังไป

สรรพกำลังทั้งหมดจะพุ่งออกมาทางเดียว
เกิดสภาวะที่ทรงพลังที่สุดแล้ว

เพราะ
ปัญญา (head)
ความรู้สึก (่heart)
การลงแรง (hand)
เกิดการผนึกกำลังกัน
รวมตัวกัน
สามัคคีกัน
พร้อมสู้ตาย

ปกติมันจะตีกันเอง
เลยหมดแรงไป(เอง)ก่อน
คือ
head โดน ความ doubt ความลังเล ความคิดเยอะ ที่ขาดสติ เอาไปกิน
heart โดน ความกลัว ความกังวล ที่ขาดความเท่าทัน ครอบงำ
hand โดน ความ head กับ heart ที่ยุ่งเหยิง
จากการขาดความรู้สึกตัว ทำลาย
สุดท้ายกลายเป็นหมดแรง

แต่เมื่อสถานการณ์จวนตัว
หลังชนฝา
🙂 head ที่ต้องลุย กลายเป็น --> ปัญญา
(จากการทำจริง + จากความ sharp ที่่มีอยู่เป็นทุนเดิม)
🙂 heart ที่ no doubt กลายเป็น --> ความตั้งมั่น
(จากพลังศรัทธาในวิถีที่ต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นให้คลอนแคลน)
🙂 hand ที่ต้องลุยแล้ว
เป็นพลังให้กับ head และ heart (ดังกล่าวข้างต้น)
และ
ในมุมกลับ head และ heart ที่ no doubt
ทำให้ hand ลุยเต็ม ลุยสุด...
มัน คือ มวลพลังอันมหาศาล
ที่ปกติลักษณ์ 6 ไม่เคยเห็นในตัวเองมาก่อน

และ หลายครั้ง
มันเกิดการกระทำที่มหัศจรรย์
ชนิดที่คนอื่นฟังต้องทึ่ง
ชนิดที่ตนเองก็นึกไม่ถึง

😊 😊 😊

-----------------------------------------
#บทส่งท้าย
🙂 พอคนอื่นชื่นชม
ลักษณ์ 6 จะตอบว่า
"ไม่มีทางเลือก" 555
(เป็นทั้งเรื่องจริง + สไตล์ไม่ค่อยให้เครดิตตัวเอง 😊)

การไม่มีทางเลือก
อาจไม่ใช่ภาวะที่เลวร้ายเสมอไป

อย่างน้อยมันช่วยให้ใจสงบ
พักรบจากการตีกันเอง(ภายใน)

🙂 ภาวะปัญญา ภาวะใจตั้งมั่น ภาวะการลงมือทำ
อาจไม่จำเป็นต้องรอสถานการณ์หลังชนฝา

จิตที่มีสติ + จิตที่มีสมาธิ หล่อเลี้ยงเนืองๆ
จะช่วยให้เกิดภาวะนี้ได้
โดยไม่ต้องรอให้เกิดความคับขันบังคับ

❤ ❤ ❤
บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
https://www.youtube.com/watch?v=UERTfOHyZ9o

#เอ็นเนียแกรม
#enneagram
#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

เครดิตภาพ : Tumurin sticker Line 


บางที “ความสุข” คือ แค่ “ยอมรับ” ตัวเราอย่างที่เป็น โดย พญ.ทานตะวัน

 



ในมิติทางจิตใจ
ความสุข อาจไม่ใช่การโหยหาเพื่อเป็นบางสิ่ง
ความสุข อาจไม่ใช่การไขว่คว้าเพื่อให้ได้บางอย่าง
บางที "ความสุข" อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่าย
ง่ายจน "ความคิด" นึกไม่ถึง
จึงบงการให้ใจไปไขว้คว้านู่นนี่
บงการให้ใจไปอยากเป็นนู่นนี่
แต่ยิ่งพยายามเป็นนู่นเป็นนี่
ยิ่งพยายามไขว่คว้านู่นนี่
หลายครั้งกลับยิ่งไม่พบความสุข
แต่ไปพบกับความทุกข์ใจแทน
ทุกข์จากความดิ้นรน
ทุกข์จากความเหนื่อยล้า
ทุกข์จากความกดดัน
ทุกข์จากความคาดหวัง
ทุกข์จากความปรารถนา
ทุกข์จากความอยากดี
ทุกข์จากความผิดหวัง
ทุกข์จากความรู้สึกผิด
ทุกข์จากความล้มเหลว
ทุกข์จากความรู้สึกด้อย
และ ในความจริง
บางที "ความสุข" เกิดขึ้น
เมื่อใจ "ยอมรับ" ตัวเราอย่างที่เป็น
ความสุข เกิดขึ้น เมื่อใจหยุดไขว่คว้า
หยุดกดดัน
หยุดคาดหวัง
แต่ยอมรับตัวเราอย่างที่เป็น
แม้ไม่สวย ไม่ดี เหมือนที่(คาด)หวัง
การ "ยอมรับอย่างที่เป็น"
กลับเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของใจ
เป็นช่วงเวลาที่ใจเติบโตและเบิกบาน
เป็นช่วงเวลาของ spiritual growth 🙂
(ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในทางจิตวิญญาณ)
ปล. และ บางครั้ง ความสวย ความดี
ที่คาดหวัง ที่อยากได้ ที่อยากเป็น
กลับเป็นการตกร่องภาวะอัตตาเป็นพิษชนิดหนึ่ง 🙂
- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล


วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566

หนึ่งลักษณะของหัวหน้าที่ดี ที่ทำให้คนเก่ง คนดี อยากทำงานด้วย ข้อคิดจากวรรณกรรมสามก๊ก โดย พญ.ทานตะวัน

 

 

"นายดี ใน วรรณกรรมสามก๊ก"

ในวรรณกรรม 3 ก๊ก ทุกเวอร์ชั่น
(ในแต่ละเวอร์ชั่น อาจมีแง่มุมแตกต่างกันบ้าง
แล้วแต่การตีความ)

แต่สิ่งหนึ่งที่พบว่าเหมือนกันในทุกเวอร์ชั่น
ที่ทำให้ผู้นำ 3 คนนี้
คือ โจโฉ เล่าปี่ และ ซุนกวน
เป็นผู้นำที่ครองใจคนได้มากที่สุดในวรรณกรรมเรื่องนี้
ถ้าเทียบกับผู้นำคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน

❤ คือ "มีความสามารถในการดูคนออก" ❤
แม้ผู้นำ 3 คนนี้
มี ข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกัน
มี ลีลา คาแรคเตอร์ ลักษณะบุคลิกภาพ
รวมถึง รูปแบบบารมีที่แตกต่างกัน

บางคนมีจุดขายที่ ความมุ่งมั่น เด็ดขาด เคารพนับถือคนเก่ง เช่น โจโฉ
บางคนมีจุดขายที่ ความอ่อนหวาน อ่อนโยน เมตตา รักทุกคน เช่น เล่าปี่
บางคนมีจุดขายที่ ความสุขุมลุ่มลึก รอบคอบ รับฟัง ให้เกียรติคน เช่น ซุนกวน

แม้มีลักษณะสไตล์ที่แตกต่างกัน
แต่ 3 คนนี้มีจุดร่วมที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง

คือ "ความสามารถในการดูคนออก" ว่า
ใครดี และ ใครไม่ดี
ใครที่ควรเชื่อ และ ใครที่ไม่ควรเชื่อ
ใครที่ควรรับฟัง และ ใครที่ไม่ควรรับฟัง
ใครที่ตั้งใจดี และ ใครที่ไม่ต้้งใจ

ซึ่งความสามารถนี้ส่งผลให้
คนดี และ เก่ง อยากทำงานด้วย

เพราะ รู้สึกดี ได้รับการยอมรับ ยกย่อง ใส่ใจ
สมกับความเก่ง ความดี และ ความตั้งใจทำงาน

จึงรู้สึกมีกำลังใจ มีพลังอยากทำงานด้วย
และ รู้สึกผูกพัน อยากสวามิภักดิ์

ทำให้ผู้นำ 3 คนนี้ ล้วนเป็นที่รักของลูกน้อง

-------------------------------------

ในขณะที่เทียบกับ ผู้นำอีกคนในวรรณกรรมนี้
คือ อ้วนเสี้ยว
ซึ่งในตอนต้นมีทุกอย่างที่เหนือกว่า ผู้นำ 3 คนนั้นหลายขุม
คือ
มีทั้งชัยภูมิดีและกว้างขวาง
เสบียงอาหารพร้อม
กำลังคนมากมาย
และ มีบารมีตระกูลใหญ่

แต่กลับไม่สามารถเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้
อ้วนเสี้ยว มีปัญหาความเป็นผู้นำ
โดยขาดคุณสมบัติอยู่หลายข้อ

และ 1 ในนั้น คือ
"ไม่มีความสามารถในการดูคนออก"
ใครดี และ ใครไม่ดี
ใครควรเชื่อ หรือ ไม่ควรเชื่อ
ใครควรฟัง หรือ ไม่ควรฟัง
ใครเก่ง หรือ ใครไม่เก่ง
ใครตั้้งใจทำงาน ใครไม่ตั้งใจทำงาน

จึงมักมองอะไร คลาดเคลื่อน
เห็นขาว เป็น ดำ
เห็นดำ เป็น ขาว

ทำให้ไม่สามารถครองใจลูกน้องได้

คนดี คนเก่ง ที่ตั้งใจทำงาน หมดกำลังใจ
คนดีและเก่งไม่ได้เติบโต
หรือ บางทีทำร้าย คนดีและเก่งซะเอง

อันเนื่องมาจากการมองไม่ออก
กลับผิดเป็นถูก กลับถูกเป็นผิด

ทำให้ลูกน้องคนอื่นๆ
เมื่อเห็นแบบนี้ ไม่อยากทำงานด้วย
รู้สึกท้อแท้ ทำดีแล้วไม่ได้ดี
จึงเอาใจออกห่าง หรือ ไม่มีแรงจะช่วยงาน
อำนาจของอ้วนเสี้ยวจึงค่อยๆอ่อนแอลง

จนนำมาสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงในที่สุด

ทั้งที่ตนเองในตอนต้น
มีทุกสิ่งที่เหนือกว่าผู้นำคนอื่นๆ มากมาย

------------------------------------------
❤ ดังนั้น ในวรรณกรรม 3 ก๊ก
3 คนนี้ โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน

ที่มีคุณสมบัติ
"มีความสามารถในการดูคนออก"

จึงถือว่าเป็นนายดี ในสายตาลูกน้อง
ที่ดึงดูดผู้คนที่ดี และ เก่ง
อยากมาทำงานด้วย

แต่ลูกน้องจะเลือกอยู่กับใคร
ขึ้นกับศรัทธาในคาแรคเตอร์สไตล์นายคนไหน

ซึ่งทำให้ 3 คนนี้
เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการครองใจคนมากที่สุดใน 3 ก๊ก

------------------------------------------

🙂 และ ในชีวิตจริง ก็เช่นกันค่ะ
คุณสมบัติข้อนี้
"มีความสามารถในการดูคนออก"
เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้นำ
เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ได้ใจลูกน้อง

ความสามารถข้อนี้
ส่งผลต่อความรู้สึกของ ลูกน้อง
และ
ทีมงาน ได้มากๆ ค่ะ

ทุกคนล้วนต้องการทำงานกับ "นายดี" ทั้งสิ้น
เพราะ
เป็นการทำงานที่เต็มไปด้วยกำลังใจ
และ ความภาคภูมิใจค่ะ 🙂

----------------------------------------------
หมายเหตุ : บารมีของผู้นำแต่ละก๊ก

โจโฉ บารมีอยู่ที่
"ความเก่ง บริหารเก่ง ใส่ใจลูกน้อง ประชาชนอยู่ดีกินดี"

เล่าปี่ บารมีอยู่ที่
"ความอ่อนโยน เมตตา
และ
ความเป็นเชื้อสายฮ่องเต้ ความจงรักภักดี ชูธงต่อสู้เพื่อพิทักษ์กษัตริย์และราชวงศ์"

ซุนกวน บารมีอยู่ที่
"ความสุขุมลุ่มลึก รับฟังขุนนางอย่างแท้จริง
และ
เป็นผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่และเข้มแข็งของตระกูล
ผู้สร้างและบุกเบิกดินแดนกังตั๋งอันกว้างใหญ่มา 3 รุ่น
ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวกั๋งตั๋ง"

บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
https://youtu.be/pI9ji9z1Pts

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ความทรงจำที่อยากลืม กลับจำ ทำอย่างไร? โดย พญ.ทานตะวัน

 

 


#ความทรงจำที่อยากลืม

ความทรงจำที่เราอยากลืม
คือ ความทรงจำที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดมาก

แต่หลายครั้งพบว่า
"การพยายามลืม"
ความทรงจำแย่ๆ
กลับแย่กว่า

เพราะ กลายเป็นว่าความทรงจำนั้น
กลับชัดเจนมากขึ้น
กลับทำร้ายใจเราได้มากขึ้น

กลายเป็นว่า
เรายิ่งนึกถึงมันบ่อยขึ้น
เพราะ
สมองเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
ในทางพุทธเรียกว่า เป็น อนัตตา
ยิ่งอยากลืม กลับยิ่งจำ
และ
ยิ่งอยากลืม กลับนึกถึงมันถี่ขึ้นไปอีก

และ นอกจากนี้
การที่เราอยากลืม
ทำให้เราเสียโอกาส
ที่จะได้เรียนรู้สิ่งที่มีคุณค่าจากสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะ
ในหลายครั้ง
ความทรงจำแย่ๆ
กลับให้บทเรียนที่ดี
และ มีคุณค่ากับเราได้อย่างมากๆ

และ
การกลับไปพบความทรงจำที่เจ็บปวด
ยังช่วยให้เราได้มีโอกาสเยียวยาแผลใจได้อย่างดี
เพราะ
<3 เราได้กลับไปยอมรับมันอย่างที่เป็น
<3 เราได้กลับเป็นเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ จากบทเรียนเหล่านั้น
<3 เราได้กลับไปชื่นชมมัน ซึ่งตอนแรกเราอาจหลงลืมไป
เพราะ
ตอนแรก เราอาจไป focus ตรงส่วนเจ็บปวดมากเกินไป จนไม่ทันเห็นสิ่งดีๆทีมีอยู่
และ
<3 เมือเรายอมรับ ทั้งความสุข- ความทุกข์
ความสมหวัง และ ความผิดหวัง จากสิ่งที่เกิดขึ้น

<3 เราจะรู้สึกสงบอย่างประหลาด
<3 รู้สึกเต็มอิ่ม
<3 ได้รับพลังใจดีๆ กลับมาค่ะ 🙂

บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

- สามารถรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ :)
https://youtu.be/TMivDvumLNg

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

------------------------------------------

#หมายเหตุ :
ความทรงจำที่เป็นแผลใจชนิดรุนแรง
หรือ
เกิดภาวะ PTSD (Post-traumatic Stress Disorder)
แนะนำพบผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลจิตใจ
เช่น จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา
เพื่อได้รับการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ลิงค์รวมรายชื่อสถานพยาบาลที่มีจิตแพทย์ค่ะ
https://web.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/2011214645649208/?locale=th_TH

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566

คนที่รักเราจะเคียงข้างเราเสมอ ยิ่งในวันที่เราตกต่ำ โดย พญ. ทานตะวัน

 

 

คนที่รักเราจะเคียงข้างเราเสมอ
ยิ่งในวันที่เราตกต่ำ

เขาจะยิ่งอยู่กับเรา
ไม่ทิ้งเราไปไหน

ส่วนคนที่เหยียบเรา
หรือ ทิ้งเราไปในยามตกต่ำ
ปล่อยเขาไป
เขาไม่ได้รักเรา
และ
เราก็ได้รู้จักเขาดีขึ้นจากช่วงเวลานี้

และ
คนที่รักเราที่สุด และ ไม่เคยทิ้งเราไปไหน

คนนั้นๆ คือ ใคร 😊

และ เราควรใส่ใจอะไร ?
ในยามที่พบความยากลำบาก

รายละเอียดติดตามได้ในลิงค์นี้ค่ะ
https://youtu.be/tW-gyjivu7E

บทความโดย พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข