วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568

Enneagram: พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ของคนแต่ละลักษณ์ในศาสตร์นพลักษณ์ โดย พญ.ทานตะวัน

 

 

พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ของคนแต่ละลักษณ์
ในศาสตร์นพลักษณ์ (enneagram)

"Safe zone" หรือ "พื้นที่ปลอดภัย" ของคนแต่ละลักษณ์
คือ
- สภาพแวดล้อม/ภาวะที่ทำให้รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
ไม่ต้องระแวดระวัง
หรือปกป้องตนเองมากเกินไป

- ไม่ใช่แค่ที่ “ที่รู้สึกดี"
แต่เป็นที่
“ที่ใจไม่ต้องใช้กลไกป้องกันตัวหลักตลอดเวลา”

- ซึ่งจะแตกต่างกันไป
ตามแรงผลักดันหลัก(กิเลสหลักของลักษณ์)
ของแต่ละลักษณ์

ดังนี้
----------------------------
ลักษณ์ 1 คนต้องการความสมบูรณ์แบบ
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความโกรธ
Safe Zone คือ
- ทุกอย่างอยู่ในความถูกต้อง
- มีความเรียบร้อยเหมาะสม
- มีมาตรฐานที่ดี และ ชัดเจน
- มีความยุติธรรม

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น อยู่ในที่ทำงาน หรือ ในสังคมที่มีจริยธรรมอันดี
----------------------------------
ลักษณ์ 2 ผู้ให้
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความหยิ่งทะนง
Safe Zone คือ
- รู้สึกได้ว่าตนเป็นที่รัก ที่ต้องการ
-ได้รับการยอมรับและตอบรับ
จากคนสำคัญ/คนรอบข้างอย่างเห็นคุณค่า

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น ได้อยู่ในกลุ่มที่ชื่นชมซาบซึ้งกับการทุ่มเท มีความสำนึกบุญคุณ มีการแสดงความกตัญญู
----------------------------
ลักษณ์ 3 ผู้ใฝ่สำเร็จ
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความหลอกลวง
Safe Zone คือ
- ได้รับการยอมรับ ชื่นชมในผลงานและภาพลักษณ์
- ได้แสดงศักยภาพความสามารถอย่างเต็มที่
- มีเป้าหมายให้ได้ลุย
"มุ่งมั่นได้ไกล และ มีโอกาสไปได้ถึง"

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น ได้อยู่ในงาน หรือ สังคมที่สามารถพิสูจน์ความสามารถและได้รับการยอมรับ ได้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม
----------------------------

ลักษณ์ 4 คนช่างฝัน
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความอิจฉา
Safe zone คือ
- สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
- อยู่ในที่ที่ไม่ถูกเปรียบเทียบ
- มีพื้นที่ให้แสดงอารมณ์ได้อย่างอิสระ

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น การได้อยู่ในครอบครัว หรือ กลุ่มคนที่เข้าใจความรู้สึกซับซ้อน
----------------------------
ลักษณ์ 5 นักสังเกตการณ์
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความโลภ
Safe zone คือ
- มีเวลาส่วนตัว
- มีพื้นที่ส่วนตัว
- มีข้อมูลมากเพียงพอ
- ไม่รู้สึกว่าถูกรุกร้ำหรือรบกวน

ตัวอย่าง เช่น ห้องส่วนตัว/แหล่งเรียนรู้ที่ไม่วุ่นวาย

----------------------------
ลักษณ์ 6 นักปุจฉา
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความกลัว ความสงสัย
Safe zone คือ
- มีระบบที่มั่นคง
- มีเกณฑ์ที่ชัดเจน เชื่อถือได้
- มีคนที่ไว้วางใจได้
- ให้ความรู้สึกปลอดภัย (ทางกาย และ ทางจิตใจ)

ตัวอย่าง เช่น อยู่ในทีมที่มีความเชื่อมั่นในกันและกันและมีผู้นำที่ให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้

----------------------------
ลักษณ์ 7 นักเสพสุดยอด
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความตะกละ
Safe zone คือ
- มีอิสระและทางเลือก
- ไม่มีข้อจำกัด
- เปิดโอกาสใช้ความคิดนอกกรอบได้อย่างเต็มที่
- มีสิ่งใหม่ที่น่าสนใจให้สำรวจ
ตัวอย่าง เช่น สภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น สนุก และไม่ตึงเครียดกดดัน

----------------------------
ลักษณ์ 8 เจ้านาย
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความกำหนัด ความสุดๆ
Safe zone คือ
- มีอำนาจสามารถควบคุมทุกอย่างได้
- ไม่รู้สึกถูกคุกคาม
- ไม่รู้สึกถูกเอาเปรียบ
- พูดตรงไปตรงมาได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น อยู่ในสถานการณ์ที่มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา และ รู้สึกเอาอยู่

----------------------------
ลักษณ์ 9 ผู้ประสานไมตรี
แรงผลักดันหลัก (กิเลสหลักของลักษณ์)
: ความเกียจคร้าน
Safe zone คือ
- ไม่มีความขัดแย้ง
- ทุกอย่างราบรื่น
- เงียบสงบ ไม่มีแรงกดดัน

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น อยู่ในบ้าน หรือ สังคมที่ไม่มีดราม่าให้หนักใจ

---------------------------------
#บทส่งท้าย

❤ ในความเป็นจริง
เราไม่สามารถมี safe zone จากภายนอกที่ได้ดั่งใจตลอดเวลา

❤ ดังนัันสิ่งสำคัญ
คือ การมี safe zone ที่มาจากใจเราเอง

ซึ่ง safe zone ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้
ย่อมมาจากใจตนเองที่มีความเติบโต🥰

ท่านใดสนใจแนวทางการเติบโตของคนแต่ละลักษณ์
🙂 สามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้
https://www.youtube.com/watch?v=A8NTcBixu0I...
หรือ
🙂 สามารถอ่านบทความได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🙂
https://web.facebook.com/media/set/?set=a.674563880698843...

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

-----------------------------
❤ ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้
สามารถติดตามได้ทางลิงค์นี้
https://youtu.be/tWQtWm-aVHk

---------------
#หมายเหตุ
ท่านใดสนใจเข้ารับการอบรม
"คอร์ส Enneagram ศาสตร์เพื่อการเข้าใจตนเองและผู้อื่น"
สามารถติดต่อสอบถามได้ที่
LINE OFFICIAL : @504jcald
หรือ
ทางลิงค์นี้ https://lin.ee/Pfw3uGo ครับ

Admin 🙂

-----------------------
#enneagram
#นพลักษณ์

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข 

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ภาวะวิกฤตวัยกลางคน และ แนวทางการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม "เปลี่ยนวิกฤต..ให้เป็นโอกาสที่ดี" โดย พญ.ทานตะวัน

 

 

ภาวะวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis)
คืออะไร
และ
แนวทางการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม

เพื่อให้ "วิกฤต" ที่เกิดขึ้น
กลายเป็น "โอกาสที่ดี" ในก้าวต่อไปของชีวิต😊

รายละเอียดดังนี้

-----------------------------------------
🙂 ภาวะวิกฤตวัยกลางคน
(Midlife Crisis)
#คืออะไร
1. มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40-60 ปี
ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลและบริบททางสังคม
(บางคนอาจเป็นเร็วตั้งแต่วัย 35 ปี)

2. เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
กับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เช่น
การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และ สังคม
ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับชีวิต
และความหมายของตัวตน

3. ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด
ความรู้สึกไม่พึงพอใจตนเอง หรือ ชีวิต
มีความวิตกกังวล เศร้า
หรือ ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่

-------------------------------
🙂 #ทฤษฏีพัฒนาการจิตสังคม
ของ Erik Erikson

ซึ่งตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม
ของ Erik Erikson
ช่วงวัย 40–60 ปี จัดอยู่ในระยะที่ 7
คือ Generativity VS. Stagnation
(อายุ 40-65 ปี)

Generativity
คือ การสร้างสรรค์และเอื้อเฟื้อต่อคนรุ่นต่อไป
VS.
Stagnation
คือ การหยุดนิ่งและหมกมุ่นกับตนเอง

1. ความหมายของพัฒนาการทางจิตสังคมในระยะนี้
- เป็นช่วงวัยกลางคนที่มุ่งสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่ผู้อื่น
- โดยเฉพาะการดูแลและพัฒนาคนรุ่นถัดไป
เช่น การสร้างทายาทในแง่ต่างๆ
- เช่น ในแง่กับการทำงาน การปั้นคนรุ่นใหม่ การสร้าง successor การมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ในชุมชน สังคม การสร้างผลงานที่ส่งต่อได้ การสร้างคนรุ่นใหม่ การเลี้ยงดูลูก หลาน เป็นต้น
- ถ้าสามารถพัฒนาได้ดี
จะเกิดความรู้สึกว่าตนเอง และ ชีวิต
มีคุณค่าและมีความหมาย

2. ลักษณะเมื่อพัฒนาระยะนี้ได้ดี
คือ Generativity การสร้างสรรค์และเอื้อเฟื้อต่อคนรุ่นต่อไป
- มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม
- ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์
และคุณค่าชีวิตให้คนรุ่นใหม่
- ภูมิใจในสิ่งที่ตนมีส่วนร่วมสร้าง
- มีเป้าหมายเพื่อผู้อื่น และ สังคมมากกว่าการหมกมุ่นกับตนเอง

3. ลักษณะเมื่อพัฒนาระยะนี้ได้ไม่ดี
คือ Stagnation
- รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายหรือติดอยู่กับที่
- หมกมุ่นอยู่กับความต้องการของตัวเองมากเกินไป
- รู้สึกเฉื่อยชา ไม่อยากริเริ่มสิ่งใหม่
- อาจเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้
หรือ
นำมาสู่ภาวะ Midlife Crisis ภาวะวิกฤตวัยกลางคน

--------------------------------
🙂 #ความเชื่อมโยง
ระหว่าง
"ภาวะ Midlife Crisis วิกฤตวัยกลางคน"
กับ
"ทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมของ Erik Erikson ในระยะที่ 7"
ดังรูปตารางในโพสต์นี้ค่ะ

-----------------------------
🙂 #แนวทางการดูแลตนเอง

แนวทางการรับมือ
เมื่อเกิดภาวะ Midlife Crisis

❤ 1. ปรับมุมมองใหม่
แทนการมองว่าเป็นภาวะ "วิกฤต"
มองเป็น "โอกาสในการทบทวนชีวิต"

เพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับชีวิต
และ คุณค่าในตนเองมากขึัน
------------------------------
❤ 2. ดูแลสุขภาพกายและใจ

เช่น การทำ 5 อ. อย่างสม่ำเสมอ
- อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
- ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์
หรือ หมั่นลุกเดิน เคลื่อนไหวบ่อยๆ ระหว่างวัน
- อุจจาระ ขับถ่ายสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพทีดี
- อารมณ์ เช่น การฝึกสติ การดูแลจิตใจ การจัดการความเครียดที่เหมาะสม
การพักผ่อนให้เพียงพอ
- อากาศ พาตนเองได้สูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสธรรมชาติบ่อยๆ เช่น ชมต้นไม้ เดินเล่นในบรรยากาศธรรมชาติ

การดูแลสุขภาพกาย และ ใจ
อย่างสม่ำเสมอ
เป็นพื้นฐานสำคัญของคุณภาพใจที่ดีในทุกวัน
ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างดี

-----------------------------------
❤ 3. ตั้งเป้าหมายใหม่ที่เหมาะสม
ที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง และ ชีวิต

หลายครั้งที่เกิดความไม่พึงพอใจในตนเอง และ ชีวิต
มักจากการคาดหวังกับตนเอง และ ชีวิต
ที่มากเกินจริง
หรือ
ไม่สอดคล้องกับคุณค่าความหมาย
ของการมีชีวิตที่แท้จริงของตนเอง

-----------------------------------
❤ 4. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับ ตนเอง
และ คนรอบข้าง

เช่น การใส่ใจ การรับรู้
การทำความเข้าใจความรู้สึก
ของตนเอง และ คนรอบข้าง
จะช่วยเพิ่มคุณภาพใจ

เพราะใจจะมีสติ มีความอ่อนโยน
และ มีความเมตตา

ซึ่งเป็นใจที่มีพลัง และ มีปัญญา

จะช่วยเพิ่มความเข้าใจต่อตนเอง และ สิ่งต่างๆ

ความเข้าใจเป็นฐานสำคัญในการดูแลที่ดี
การดูแลตนเอง และ ชีวิต ก็เช่นกัน
จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ

-------------------------------------
❤ 5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ
เช่น จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา

ถ้ารู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือ ซึมเศร้า
การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ
เป็นช่องทางหนึ่งที่สำคัญ
ที่ช่วยเหลือการดูแลจิตใจได้อย่างถูกวิธี

"รวมรายชื่อ โรงพยาบาล และ คลินิกที่มีจิตแพทย์ทั่วประเทศ" ดูรายละเอียดได้ทางลิงค์นี้ค่ะ
https://web.facebook.com/photo.php?fbid=1148532657316818&set=pb.100064802824218.-2207520000&type=3
---------------------------------------

❤ #บทส่งท้าย
Midlife Crisis ภาวะวิกฤตวัยกลางคน
จึงไม่ใช่ "จุดจบ"
แต่เป็น "จุดเปลี่ยน" เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

สิ่งสำคัญ
คือ "การเท่าทัน"
และ เปิดใจ "ยอมรับ"
เมื่อเกิดภาวะนี้

จะช่วยให้เกิดการรับมือภาวะนี้
ได้อย่างดีงาม และ สร้างสรรค์😊

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

------------------------------
🙂 ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้
สามารถติดตามได้ทางลิงค์นี้ค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=3LxykSl8zTE

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข 

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568

"เรามีค่าคู่ควรที่จะมีความสุข" ช่วยให้หลุดพ้นจาก“ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ”ได้อย่างไร โดย พญ.ทานตะวัน

 



เมื่อใจตระหนักได้ว่า...

"เรามีค่าคู่ควรที่จะมีความสุข"

ช่วยให้หลุดพ้นจาก
"ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ" ได้อย่างไร?

------------------------------
:) 1. เปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับตนเองใหม่
จาก ภาวะ "Self-Doubt" (ความสงสัยในตนเอง)
เป็น ภาวะ "Self-Worth" (การเห็นคุณค่าตนเอง)

ก่อนใจจะตื่นรู้ภาวะนี้
- ใจจะเชื่อว่าตนเอง จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีคนรัก และ ยอมรับเรา
โดยเฉพาะคนที่เรารักปักใจ /คนที่มีอิทธิพลต่อใจ
จึงยอม และ ทน เพื่อพิสูจน์ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า
เพื่อให้คนนั้น "รัก และ ยอมรับ"

หลังใจเกิดการตื่นรู้ภาวะนี้
- เมื่อใจประจักษ์ได้ว่า เราไม่ต้องทนเจ็บซ้ำๆ หรือ ยอมเขามากมาย
เราก็ยังมีคุณค่าและสมควรได้รับความรักดีๆ
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการทำร้ายจิตใจ หรือ ร่างกาย

ผล : ความรู้สึกยึดติดกับคนที่ทำร้ายเราจะลดลง
เพราะ เราไม่ต้องรอให้เขามาให้คุณค่ากับเราอีกต่อไป
เพราะ เราเห็นคุณค่าตัวเรา ด้วยตัวเราเองได้แล้ว

-----------------------------
:) 2. เกิดการเคารพตนเอง
: มีขอบเขต (Boundaries) และ กล้าปฏิเสธ เพื่อการดูแลตนเอง

- การเห็นคุณค่าในตัวเองทำให้เราไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นมาทำร้ายเราได้
จึงสามารถใช้คำว่า “ไม่” โดยไม่รู้สึกผิด
เพราะ เรามีค่า(มาก) คู่ควรที่จะมีความสุข

ผล: ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ จะไม่สามารถอยู่ต่อไปในชีวิต
เพราะ มันไม่มีที่ให้อยู่แล้ว
เพราะ เราไม่เปิดพื้นที่ให้อยู่แล้ว

--------------------------------------

:) 3. ลดวงจรติดพันทางอารมณ์ (Trauma Bond)

Trauma bond เกิดจากการวนลูป
ระหว่าง
"ความเจ็บปวด"
กับ "การได้รับรางวัลชั่วคราว"
เช่น การง้อ
หรือ การมีช่วงเวลาหวานๆ
หรือ การมีช่วงเวลาดีๆ
หรือ การเข้าแสดงความรัก/ความชื่นชมมากมาย เป็นต้น

เมื่อใจรู้ว่า
"เราสมควรที่จะมีความสุขในทุกวัน
ไม่ใช่แค่ช่วงที่เขาดีกับเรา"
และ
"เรามีสิทธิที่จะปรารถนาความสุขจากความสัมพันธ์ที่ดีต่อใจจริงๆ"

ผล: วงจรเสพติดอารมณ์นี้จะขาดไปเอง
เพราะ ไม่มีแรงใจจากการหวังผิด....
(หวังผิดธรรมชาติความเป็นจริง จึงผิดหวังซ้ำๆ)

--------------------------------------

:) 4. ใจเกิดทางเลือกใหม่

เมื่อใจเราประจักษ์ได้ว่า
เรามีค่าคู่ควรที่จะมีความสุข
จะทำให้ใจเห็นทางออกใหม่
ที่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงในตนเอง

ไม่ใช่ทางเดิมที่วนซ้ำๆ
กับ การคอยพิสูจน์ตนเองเพื่อให้เขาเห็นคุณค่า
----------------
<3 ดังนั้น
ภาวะที่ใจตื่นรู้ในคุณค่าของตัวเอง
จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
จากเดิม
“รอให้คนอื่นหยิบยื่นความสุขให้เรา"
เป็น
“เราหยิบยื่นความสุขให้ตนเอง”
โดยไม่ต้องให้ใครอนุญาต

จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
จากเดิม
"รอให้คนอื่นมาบอกว่า เรามีคุณค่ามากแค่ไหน"
เป็น
"เรารู้ว่า เรามีคุณค่ามากแค่ไหน"
โดยไม่ต้องให้ใครมารับประกัน

และนี่คือ
การปลดล็อคออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
โซ่ตรวนของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ขาดออก

และ ชีวิตที่ใจรอคอยมาตลอดได้ปรากฏขึ้น🥰
---------------------------------------------

หมายเหตุ: ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลกับใจเรา
เช่น แฟน คนรัก เพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง ครอบครัวเพื่อนร่วมงาน ครู-ลูกศิษย์ รุ่นพี่รุ่นน้อง คนข้างบ้าน ฯลฯ เป็นต้น

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
--------------------------------------------
<3 ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ สามารถรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ
https://youtu.be/xkcjMCEzTek

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข