“ชีวิตออกแบบไม่ได้”เรื่องสั้น 'ยิ่งโตยิ่งสุข'-----------------------ไข่มุกหญิงสาวที่มีนิสัยร่าเริง สดใส มองโลกในแง่ดีเธอเป็นคนหัวไว มีความคิดสร้างสรรค์เรียกว่าไอเดียบรรเจิดเลยทีเดียวและ นอกจากนี้ เธอเป็นคนรักอิสระมาก ถึงมากที่สุดและ ในชีวิตดีดี๊ของเธอเธอมีสิ่งที่คอยกวนใจเธออยู่ตลอด คือการที่เธอมักทำงานไม่เสร็จซึ่งมักสร้างปัญหาให้เธออยู่เสมอๆนิสัยที่มักผัดวันประกันพรุ่งเกิดจากเธอมักจะหลบหลีก หลบเลี่ยงทุกสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ กังวลใจทุกสิ่งที่ทำให้โลกของเธอชักไม่สวยและ งานก็มักจะสร้างปัญหานี้ให้เธอเสมอๆเพราะ งานที่ต้องทำมันทั้งเครียด ทั้งหนัก ทั้งยุ่งยากเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สนุก น่าเบื่อและ หลายครั้งทำให้เธอรู้สึกทรมานเหลือเกินหลายครั้งเธอ มักบ่นกับคนรอบตัวว่า"ทำไป ร้องไห้ไป" เลยทีเดียวเรียกว่าเธอไม่ปลื้มกับงานประจำของเธอมากๆงานของเธอจึงมักจะค้างคาเต็มไปหมดเพราะ ความไม่ปลื้มกับงานและเธอก็เป็นคนที่ฝืนใจตัวเองทำงานที่ไม่ปลื้มไม่ค่อยสำเร็จซะด้วยจึงเป็นที่มาของงานค้างคา เป็นกองพะเนินและแล้ววันหนึ่งเธอตัดสินใจลาออกจากงานเธอบอกกับแม่ของเธอว่า"งานกับหนู ไปกันไม่ได้แล้วแหละแม่มันไม่เข้ากับหนูเลยแม่หนูทนอยู่กับงานที่บั่นทอนจิตใจหนูไม่ไหวแล้ว"แม่ตกใจแต่ก็เข้าใจในความรักอิสระของลูกสาวแม่จึงถามไข่มุกว่า"หนูอยากทำอะไร"ไข่มุกตอบแม่ด้วยแววตาที่เป็นประกายวิบวับแวววาวว่า"หนูอยากเขียนหนังสือรวมเรื่องเล่าการเดินทางของหนูนี่ คือ ความฝันของไข่มุกเลยแม่"แม่ยิ้ม และ รับรู้ได้ว่านี่คืองานที่ลูกฝัน และ ใจรักอยากทำจริงๆลูกคงจะมีความสุข ภูมิใจ และ โตขึ้นถ้าทำสิ่งนี้ได้สำเร็จแม่ยิ้ม และ ตอบว่า"แม่จะรออ่านหนังสือของหนูนะ"---------------------------------------------'กาลเวลาผ่านไป'ไข่มุกทำงานฟรีแลนซ์เป็นไกด์นำเที่ยวไข่มุกรู้สึกว่างานนี้อิสระดีเป็นสิ่งที่ถนัดไข่มุกรู้เรื่องที่เที่ยวเยอะมากเสียแต่งานอาจไม่ค่อยมั่นคงรายได้ไม่แน่นอนมีงานบ้าง ไม่มีงานบ้างแต่สำหรับไข่มุกผู้รักการมีอิสระอย่างที่สุดงานนี้จึงตอบโจทย์กว่างานประจำไข่มุกมองว่าดีกว่าที่ต้องนั่งทำงานประจำที่แสนน่าเบื่อเหมือนอยู่ในกรงขัง(ใจ)------------------------แม่มีอาการไม่สบายแม่ไปรพ.แพทย์ได้วินิจฉัยว่าแม่มีเนื้องอกชนิดรุนแรงแต่แม่ไม่อยากบอกให้ไข่มุกกังวลใจ หรือ เสียใจเพราะ แม่รู้ดีว่าลูกสาวเป็นคนที่รับกับเรื่องที่เจ็บปวดไม่ได้เรียกว่ารับไม่ได้เอาซะเลยด้วยเวลาที่เริ่มจะเหลืออีกไม่นานสิ่งที่แม่อยากเห็นคือไข่มุกได้ทำความฝันสำเร็จแม่รู้ว่าถ้าไข่มุกทำได้ ไข่มุกจะภูมิใจตัวเองมากๆแม่รู้ว่า แม้ภายนอกไข่มุกจะเป็นคนร่าเริงสดใสเหมือนคนมั่นใจในตัวเองมากๆแต่ลึกๆ แล้วไข่มุก มีปมในใจกับตัวเองลึกๆไข่มุก ไม่สามารถรู้สึกภูมิใจกับตัวเองได้จริงๆที่ตัวเอง 'ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน'เพราะ'ความกลัวปัญหา'และ'ติดกับดักการรักความสุข สนุก ในทุกวินาที'แม่รู้ว่าถ้าไข่มุกสามารถเขียนหนังสือที่เป็นความฝันนี้ได้สำเร็จจะทำให้ไข่มุกภูมิใจในตัวเองได้อย่างแท้จริงแม่จึงอยากให้ไข่มุกได้ลงมือทำเมื่อกลับบ้านแม่จึงถามไข่มุก"เมื่อไหร่ แม่จะได้อ่านหนังสือของลูกสักทีนะ?”ไข่มุกหัวเราะกลบเกลื่อน“ไว้ก่อนนะแม่ รอให้หนูพร้อมกว่านี้ก่อน”---------------------'ความกลัวในใจ'การไม่ลงมือเขียน(สักที)ของไข่มุกแท้จริงแล้ว เป็นเพราะไข่มุกกลัวไข่มุกกลัวว่าถ้าเขียนออกมาแล้วไม่ดีจะทำให้ฝันที่สวยงามของตนพังทลายลงไข่มุกจึงเลือก....“เลื่อนไปก่อน”........---------------------------'เวลาผ่านไป 2 ปี'อาการป่วยของแม่รุนแรงขึ้นฉับพลันไข่มุกจึงได้รู้ความจริงว่าแม่กำลังป่วยรุนแรง และ มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานไข่มุกตกใจ และ เสียใจมากไข่มุกรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดได้เท่านี้มาก่อนแม่เป็นคนที่ไข่มุกรักที่สุดแม่เป็นคนเข้าใจไข่มุกที่สุดและแม่กำลังจะจากไป....ชีวิตมันไม่สวยงามชีวิตมีความเจ็บปวดโลกแบบนี้ไข่มุกไม่คุ้นเคยเสียเลยโลกของไข่มุกคือ โลกที่สวยงามมีสิ่งดีๆ ไว้ชูใจสิ่งไหนที่ไม่ดีไข่มุกมั่นใจว่าสามารถหลบเลี่ยงมาได้หมดโลกของไข่มุกคือ โลกที่ไข่มุกออกแบบได้ตามที่ไข่มุกต้องการแต่ครั้งนี้ไม่ใช่วันนี้ไข่มุกประจักษ์แล้วว่าเราไม่สามามารถออกแบบโลกได้ทุกครั้งเพราะโลกไม่ได้เกิดมาเพื่อได้ดั่งใจเราไข่มุกเพิ่งรู้วันนี้และ มันเจ็บปวดเหลือเกินเป็นครั้งแรกที่ไข่มุกเผชิญความรู้สึกเจ็บปวด โดยไม่หนีไม่พยายามกลบเกลื่อนไม่พยายามเฉไฉแบบที่เคยทำมันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมานเหลือเกินแต่เมื่อไข่มุกได้เผชิญความจ็บปวดที่แสนสาหัสครั้งนี้ได้เกิดบางสิ่งขึ้นในใจไข่มุกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไข่มุกไปจากคนเดิมตลอดกาลนั่น คือ เป็นไข่มุกที่โตขึ้นเป็นไข่มุกที่ไม่หนีทุกข์.... แบบเดิม-----------------------------'ชีวิตที่เลือกไม่ได้'คืนหนึ่ง ใน รพ.ไข่มุกนั่งอยู่ข้างเตียงแม่แม่จับมือไข่มุก และ พูดเบาๆ ว่า"แม่อยากเห็น 'ลูกกล้าทำ' สิ่งที่ตัวเองฝันแม่รู้ว่าลูกอยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ"ไข่มุกน้ำตาคลอเพราะรู้ตัวว่า ที่ผ่านมาเธอผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด…และ แม่คอยเฝ้ามองดูเธอด้วยความเป็นห่วงมาตลอดเช่นกันและบางสิ่งของชีวิต....ไม่มี “พรุ่งนี้” ให้เลื่อนอีกแล้ว-------------------------หลังจากงานพิธีศพของแม่เสร็จสิ้นลงไข่มุกเปิดโน้ตบุ๊กในคืนนั้นและเริ่มพิมพ์ประโยคแรกของหนังสือที่ตั้งใจจะเขียนมา 2 ปีทั้งน้ำตาไข่มุกไม่รู้ว่าหนังสือจะออกมาดีหรือไม่จะตรงกับสิ่งที่เธอฝันไว้ไหมแต่ครั้งนี้ไข่มุกตั้งใจว่าจะไม่หนีอีกแล้ว----------------------ไข่มุกเริ่มรู้สึกได้ว่าเธอไม่ใช่คนเดิมเธอไม่โลกสวยเหมือนเดิมแต่เธอพร้อมเผชิญกับทุกสิ่งมากขึ้นเธอไม่ร่าเริงแบบเดิมแต่เธอสงบ และ อ่อนโยนมากขึ้นและ เธอเข้มแข็งมากขึันเธอ เป็นหญิงสาวที่(จิตใจ)โตขึ้นแล้วจริงๆ-----------------------------------หลายเดือนต่อมาหนังสือเล่มเล็กๆ ถูกพิมพ์สำเร็จมีสำนักพิมพ์สนใจนำไปพิมพ์จำหน่ายไข่มุกวางหนังสือไว้ข้างกรอบรูปแม่พร้อมพูดกับแม่ว่า“หนูทำแล้วนะแม่ ความฝันของหนู…และ หนูขอโทษที่เลื่อนมันมานานเหลือเกิน”-------------------------------------
ข้อคิดจากเรื่อง
ไข่มุกเธอมักหันหน้าไปหาความสุข ความสนุก ความสบายใจ และสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจและเธอมักเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่ไม่มีความสุขสิ่งที่น่าเบื่อสิ่งที่ชวนอึดอัดใจหรือ เจ็บปวดทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สุขความทุกข์ความทรมานเธอจึงกลายเป็นคนที่โตแต่ร่างกายแต่จิตใจยังเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งสนุกอยู่ในโลกสวยๆ#การเติบโตทางจิตใจการ "เผชิญ...สิ่งที่เผชิญได้ยาก"การ “ไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป”การ "ยอมอยู่กับความจริง" (ที่ไม่น่าอภิรมย์)แม้มันจะทรมานแต่มันกลับทำให้ใจได้เจอความหมายที่แท้จริงของชีวิตนั่น คือการมีใจที่มีความเข้มแข็ง และ ความมั่นคงจากภายในซึ่งเป็นใจที่มีคุณภาพดีเพราะความสุขที่แท้จริงของชีวิตไม่ใช่การวิ่งหนีสิ่งที่ไม่สุขอยู่ตลอดแต่คือการสามารถอยู่กับสิ่งที่ไม่สุขได้มากขึันด้วยใจที่กล้าหาญ ยอมรับ และ มั่นคง"ชีวิตในบางครั้งก็ออกแบบไม่ได้แต่เราสามารถออกแบบการดูแลจิตใจให้ใจสามารถรับมือกับชีวิตได้""หมอทานตะวัน"#เข้าใจธรรมชาติชีวิต#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ#ยิ่งโตยิ่งสุข---------------------
ท่านใดสนใจสามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะhttps://youtu.be/ktozF5MLA2U
การรับมือกับ "ความผิดหวัง"ด้วยแนวทาง "Growth Mindset"
1. ด้านมุมมองต่อ "ความผิดหวัง"ภาวะ Fixed Mindsetจะเห็น "ความผิดหวัง"คือ "ตัวเอง เป็นคนล้มเหลว"ทำให้รู้สึกเสียเซลฟ์ด้อยค่าตัวเองจนเกิดความรู้สึกเจ็บปวดรู้สึกหมดแรงไม่กล้าเริ่มลงมือใหม่ภาวะ Growth Mindsetจะเห็นว่า "ความผิดหวัง"คือ"โอกาสที่เห็นความจริงในอีกด้านหนึ่ง"ที่แม้เจ็บปวดแต่ทำให้เราตาสว่างทำให้เรารู้ว่าความเป็นจริง (ที่ไม่เหมือนที่เราหวัง)คืออะไรมันจึงเป็น feedback ที่ล้ำค่าที่ชีวิตมอบให้ความผิดหวังทำให้เรารู้ว่าเราหวังผิดไปจากธรรมชาติความเป็นจริงเมื่อเรา "ตระหนักรู้" ในสิ่งนี้โอกาส "เรียนรู้" จึงได้เปิดขึ้นซึ่งนำมาสู่การช่วยให้เห็นแนวทางที่ดีกว่า ที่เหมาะสมกว่าในครั้งต่อไปจากความเข้าใจความเป็นจริงไม่ใช่จากการคาดหวังไปเองตามมุมมองเดิมๆ ที่ไม่ทันได้เข้าใจความเป็นจริง------------------------------
2. แนวทางการฝึกเพื่อบ่มเพาะภาวะ growth mindset1). ปรับการถามตนเองเพื่อส่งเสริมการเติบโตเปลี่ยนจากที่จะถามตัวเองว่า“ทำไมเราล้มเหลว”"ทำไมเราแย่ขนาดนี้"มาเป็น“เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งนี้”2). ฝึกมองผลที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมผลที่เกิดจากเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้เป็นการตัดสินคุณค่าในตัวเราแต่มัน คือ การ feedback เราในด้านหนึ่งเท่านั้นซึ่งการรับฟัง feedback เป็น “ขั้นตอน” สำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาตัวเราสู่เวอร์ชั่นที่ใช่กว่าเดิมต่อไป(level up)3). ยอมรับความรู้สึกความผิดหวัง ส่งผลทำให้จิตใจรู้สึกย่ำแย่ได้เช่น รู้สึกเศร้า เจ็บปวด ร้าวราน อับอายการฝึกยอมรับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจริงว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของใจที่จะรู้สึกไม่ดีได้จะช่วยให้ใจรู้สึกสงบ และ ผ่อนคลายขึ้นลดภาวะใจปั่นป่วนลดภาวะใจทรมานลงเพิ่มภาวะใจที่มั่นคง และ มีพลัง4). การส่งความรักความเมตตาให้ตัวเองอย่างอ่อนโยน (self-compassion)เช่น- การ self-talk ส่งพลังใจให้ตัวเอง และ ตั้งหลักใหม่ใส่ใจ focus ในสิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเรา- การ self-talk บอกกับตัวเองอย่างอ่อนโยนว่า“ความผิดหวัง ความผิดพลาดเป็นสิ่งเกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัยและ ขณะนี้เป็นโอกาสที่เรากำลังได้พบบทเรียนที่มีคุณค่ากับชีวิตและจิตใจของเรา”บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล----------------
ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้สามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะhttps://youtu.be/cJUvkYbp1D8
-------------------#เข้าใจธรรมชาติชีวิต#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ#ยิ่งโตยิ่งสุข
“วันชิลล์เดย์” เพราะอะไรในบางครั้ง เราต้องการวันที่ไม่ต้องทำอะไรเลยวันนี้มีความหมายอย่างไรในมิติทางร่างกาย จิตใจ และ สมองรายละเอียดดังนี้--------------------------------------✍️1. ความหมายทางร่างกาย✅ ช่วยการพักฟื้นร่างกาย: เมื่อร่างกายสะสมความเหนื่อยล้ามาตลอดในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะจากการทำงาน การออกกำลังกายอย่างหักโหมหรือ การใช้ชีวิตประจำวันที่แสนยุ่งเหยิง:) ร่างกายจึงส่งสัญญาณอยาก “พัก” เพื่อซ่อมแซมตัวเองสักหน่อย-----------------------✅ ช่วยจัดสมดุลพลังงานร่างกาย: บางวันร่างกายมีพลังงานต่ำ เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ มีภาวะอดนอนสะสม เป็นต้น:) ร่างกายจึงเกิดความรู้สึกอยากว่า “อยู่เฉย ๆ” เพื่อให้เข้ากับระดับพลังงาน---------------------------------------✍️2. ความหมายทางจิตใจและอารมณ์✅ ใจมีภาวะเครียดสะสม: จิตใจมีภาวะเผชิญกับความเครียดกดดันมาอย่างต่อเนื่อง :) ใจจึงต้องการช่วงเวลาวางภาระทางใจลงชั่วคราวบ้างใจจึงต้องการช่วง “ปิดเครื่อง” บ้างอะไรบ้าง-----------------------------✅ ใจต้องการการฟื้นฟูทางจิตใจและอารมณ์ จาก "ความเหนื่อยใจ": ยิ่งในช่วงที่ใจต้องใช้พลังงานเยอะ ในการดูแลเรื่องต่างๆ เช่น ดูแลผู้คน ดูแลงาน หรือ วุ่นวายกับเรื่องต่างๆมากมาย :) ใจจึงอยากได้ "วันอยู่เฉยๆ" บ้าง เพื่อฟื้นฟูใจ จากภาวะที่ใจเหนื่อยล้า---------------------------------✅ ใจต้องการการปกป้องตัวเอง จากสิ่งเร้า: จากความรู้สึกถูกเร้า ถูกกระตุ้นตลอดช่วงที่ผ่านมาใจจึงต้องการการ “ถอยออกมา” จากสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นที่เรียกว่า ภาวะเข้าถ้ำจำศีล :) ใจจึงขออยู่ "ภาวะเซฟโหมด" บ้าง-------------------------------------✅ บุคลิกภาพ เช่น คนบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ต: มักต้องการวันอยู่แบบสงบๆ เงียบ ๆ เพื่อชาร์จแบต จากการหมดพลังไป ในการใช้ชีวิตที่ต้องพบปะผู้คนในช่วงที่ผ่านมา:) การได้อยู่แบบสงบเงียบ "จึงต้องมี"---------------------------------------✅ คนที่มีภาระมาก: จึงอยากมีวันเวลาที่รู้สึก “เป็นอิสระ” จากภาระ พันธะ ผูกพันต่างๆ ชั่วคราวบ้าง:) ใจจึงเรียกร้อง- ขอ "ช่วงเวลา"ที่ไม่ต้องใช้ชีวิตตามกำหนดกฎเกณฑ์บ้างได้ไหม- ขอมีชีวิตที่เป็นตัวเองบ้างได้ไหม---------------------------------✅ ด้านการเติบโตทางจิตใจ: การไม่ทำอะไรเลย หลายครั้งไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่ คือ การให้พื้นที่ตัวเอง ได้อยู่กับความเป็นจริงภายในตัวเองมากขึ้นเช่น พื้นที่ในการรับรู้เกี่ยวกับตัวเองพื้นที่รับรู้สุข-ทุกข์ ในจิตใจ ในร่างกายพื้นที่รับรู้"ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ความปรารถนา สภาพร่างกาย"เป็นต้นโดยเฉพาะคนที่เสียงภายนอก มักดังกลบเสียงในใจตัวเองจนไม่ค่อยได้รับรู้เกี่ยวกับความเป็นตัวเองจริงๆเช่น มักรู้ว่าคนอื่นต้องการอะไรแต่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองกำลังต้องการอะไร เป็นต้น:) การมี "ช่วงเวลาที่มีพื้นที่ได้ยินเสียงภายในตัวเอง" ได้ชัดเจนขึ้นจึงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าความหมายต่อการเติบโตทางใจอย่างมหาศาล------------------------------------✍️3. ความหมายทางสมอง✅ Default Mode Network (DMN): งานวิจัยด้านสมองพบว่า เมื่อเราไม่ได้ทำกิจกรรมที่ใช้การโฟกัสจากสมองมากๆ สมองส่วน DMN จะทำงานได้อย่างผ่อนคลายสมองกลับมาสู่โหมดธรรมชาติเดิมของสมองจะนำไปสู่การทำงานของสมองที่มีความคิดอิสระ สร้างสรรค์ ได้ทบทวน และ ได้จัดระเบียบ เรียบเรียงข้อมูลในด้านการเรียนรู้ และ ด้านความจำได้ดีขึ้น :) สมองจึงต้องการเวลาพักแบบ ฟรีเดย์ ให้สมองบ้าง -----------------------------✅ สมองต้องการพื้นที่ว่างๆ โล่งๆ : หลังจากสมองได้ผ่านการกรำศึกอย่างหนักตลอดสัปดาห์ สมองจะบวมไปด้วยข้อมูลอันท่วมท้น การอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้สมองโล่งๆ จะช่วยลดภาวะสมองล้าได้อย่างดี:) สมองจึงต้องการช่วงเวลาที่ไม่ต้องเสพข้อมูลโอเวอร์โหลดเพื่อฟื้นฟูความสดใสให้สมองอีกครั้ง----------------------------------------<3 แนวทางดูแลตัวเองในวันชิลล์เดย์<3 1. พักกาย- ให้ร่างกายได้พักจริง ๆ เช่น การนั่งเล่นสบายๆ การไม่ต้องบังคับตัวเองว่าต้องทำอะไร และ กินอาหารเบา ๆ ดีต่อสุขภาพร่างกาย ย่อยง่าย ประโยชน์: ได้ฟื้นฟูพลังงาน และ ซ่อมแซมร่างกาย ----------------------<3 2. พักใจ- ยอมรับความรู้สึกว่า “วันนี้ฉันอยากพัก” โดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ- การได้รับฟัง "ความรู้สึก ความต้องการ" ในตัวเองประโยชน์: ได้วางภาระทางใจลงสักครู่ และ ได้มีพื้นที่ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น ---------------------<3 3. พักสมอง- ทำกิจกรรมเบา ๆ ไม่สร้างภาระให้สมองเช่น ฟังเพลงสบายๆ อ่านหนังสือผ่อนคลาย นั่งมองวิวสบายตา หลีกเลี่ยงการเสพข้อมูลหนัก ๆ เป็นต้นประโยชน์: สมองได้พักผ่อน ได้ฟื้นฟู สมองจะได้ลดการทำงานหนักลงบ้าง อย่างน้อยสัก 1 วัน ก็ยังดี----------------------------<3 4. ชาร์จแบต- ในคนบุคลิกภาพอินโทรเวิร์ต การได้มีเวลาสงบเงียบนิ่งๆคือ ช่วงเวลาสวรรค์แห่งการชาร์จพลังชีวิต - ในคนงานหนักมาตลอด และ หลายคนมักมีค่านิยมว่า การทำงานหนักเป็นสิ่งมีคุณค่าการพักเป็นเรื่องไม่ถูกต้องการไม่ทำงาน เป็นคนไร้ค่าแนะนำให้กำหนดว่า “วันนี้คือวันพัก เป็นวันไม่ทำงาน""การหายใจทิ้ง" เป็นสิ่งมีค่าในวันนี้ ประโยชน์: ได้สร้างสมดุลของพลังชีวิต และ จิตใจ<3 "I'm not lazy, it's just time to relax."เพราะ เครื่องยนต์ยังต้องการการพักไม่งั้นเครื่องพังร่างกาย และ จิตใจเราก็เช่นกันและ ร่างกาย และ จิตใจเรามีค่ากว่าเครื่องยนต์มากมายชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่มีอะไหล่เปลี่ยนด้วยจึงควรได้รับการดูแลอย่างใส่ใจอย่างยิ่ง--------------------------:) บทส่งท้าย✍️ ไม่ต้องทำให้ "วันชิลล์เดย์ ” สมบูรณ์แบบ→ แค่ได้ใช้เวลากับสิ่งที่รู้สึกสบายใจ สบายกาย ก็พอ✍️ วันนี้เป็น “วันฟังเสียงร่างกายและจิตใจ” → อะไรทำให้รู้สึกผ่อนคลายจริง ๆ---------------------------#หมายเหตุ ✍️!!! ถ้าใจอยากพักเป็นเวลาหลายวันต่อเนื่อง จนเริ่มเกิดผลกระทบกับชีวิต !!! → อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจมีสิ่งซ่อนอยู่ในใจที่ต้องการการช่วยเหลือดูแลแล้วเช่น ภาวะเครียดสะสม อาการซึมเศร้า แนะนำการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตใจ เช่นจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา✍️ลิงค์รวมรายชื่อสถานพยาบาลที่มีจิตแพทย์และสหวิชาชีพด้านสุขภาพจิตทั่วประเทศhttps://web.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/pfbid02weTzrCBfoMgvTVFhxSqmRshYhQWEFS3Vj1KHhpP2xBT5RzADyzWzxKCsLVuvoTuHlบทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธฺ์วรกุล
-------------------------เครดิตภาพ: Cute smile!!English version Sticker LINE #เข้าใจธรรมชาติชีวิต#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ#ยิ่งโตยิ่งสุข---------------------------------🎧 ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ สามารถรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🎧
https://youtu.be/sixNN9-Ndkk
"เมื่อรู้สึกเหงา"ควรดูแลจิตใจอย่างไร?ความรู้สึกเหงาเป็นสัญญาณที่บอกว่าใจกำลังต้องการ “ความเชื่อมโยง” (connection) ไม่ว่ากับผู้คน ธรรมชาติ และ ที่สุดแล้ว คือ กับตัวเราเองการดูแลใจที่เหมาะสม เมื่อมีความเหงาจึงไม่ใช่การ "ไล่ความรู้สึกเหงาออกไป” แต่คือการดูแลใจด้วยความอบอุ่นและ การเติมความรู้สึกเชื่อมโยง (connection) กับตัวเรา และ สิ่งรอบตัวขึ้นในใจ-----------------------------------------"7 แนวทางดูแลใจเมื่อใจกำลังรู้สึกเหงา"เพื่อเติมเต็มความอบอุ่น และ ความรู้สึกเชื่อมโยงให้กับใจ:) 1. "รับรู้" ความรู้สึกเหงาการเปิดใจรับรู้ว่าความรู้สึกนี้ กำลังเกิดขึ้นที่ใจจะช่วยให้ใจเกิดความอบอุ่น จากการชื่อมโยงกับใจตนเองมากขึ้นเช่นการพูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยนว่า "ฉันรับรู้ว่า ฉันกำลังรู้สึกเหงา"“ตอนนี้ใจกำลังรู้สึกเหงา""ตอนนี้ใจกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว"ฯลฯ-----------------------:) 2. "ยอมรับ" ความรู้สึกเหงาการเปิดใจยอมรับว่ามีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต่อต้าน ไม่ผลักไสการยอมรับจะช่วยลดภาวะต่อต้าน ความรู้สึกนี้ ในใจจะช่วยทำให้ความรู้สึกเหงาที่กำลังจู่โจม ทิ่มแทงเกิดความนุ่มนวลขึ้นบรรยากาศภายในจิตใจดีขึ้นอย่างมากและ เพิ่มความรู้สึกอบอุ่ม และ เชื่อมโยงกับใจตนเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเช่นการพูดกับตนเองว่า "ใจฉันไม่ได้ผิดอะไร ที่จะรู้สึกเหงา" "มันไม่ผิดอะไรเลย ที่จะรู้สึกแบบนี้”"ฉันกำลังรู้สึกเหงา และ มันก็โอเคนะ ที่กำลังรู้สึกแบบนี้"ฯลฯ--------------------------:) 3. การเชื่อมโยงกับตัวเองซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่เติมเต็มใจได้มากที่สุดที่หลายคนมักมองข้ามไปเพราะ ธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกับคนอื่่นหลายคนเลยไปใส่ใจการเชื่อมโยงกับคนอื่นแบบ 100%จนหลงลืมการเชื่อมโยงกับตัวเองซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญของใจเช่นกันไปและ มีความสำคัญไม่น้อยกว่า การเชื่อมโยงกับคนอื่น(และ จริงสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ ในระดับการเติมอาหารใจในระดับลึกๆ)การเชื่อมโยงกับตัวเองเช่น - การ self-Talk การพูดคุยกับตนเอง รับฟังสารทุกข์สุขดิบในใจตนเอง- การเขียน journal เล่าความรู้สึก ความต้องการในที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้- การทำกิจกรรมที่ดีต่อใจ เช่น กิจกรรมที่ทำให้ใจมีความสุข กิจกรรมทีมอบความอบอุ่น ให้ใจเช่น ฟังเพลงที่ชอบ การอ่านหนังสือ การทำงานศิลปะ การนั่งเล่นจิบเครื่องดื่ม การดูซีรี่ส์ การเดินเล่น การออกกำลังกายในแบบที่ชอบ เป็นต้น- การฝึกรับรู้ การหายใจช้าๆลึกๆ สบายๆ - การวางมือบนหน้าอก เพื่อรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจ และ ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น- การกอดตัวเองเบาๆ เช่น ท่าผีเสื้อ(ฺButterfly hug) พร้อมกับส่งความรู้สึกอ่อนโยน และ เป็นมิตรให้ตนเองเป็นต้น ฯลฯ---------------------------:) 4. การเชื่อมโยงกับคนอื่นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยเติมเต็มใจได้เช่น การโทรหาคนที่รู้สึกวางใจ การแบ่งปันเรื่องราวคนที่คุยแล้วรู้สึกสบายใจการส่งข้อความถึงคนที่รู้สึกสบายใจที่จะสื่อสาร การนัดพบเพื่อน หรือ ครอบครัว การเดินเล่นในหมุ่บ้าน ทักทายกับคนอื่นๆ ที่พอพูดคุยกันได้การทักทายคนในร้านค้าที่เข้าไปซื้อของเป็นต้นเหล่านี้ คือ การเพิ่มความรู้สึกเชื่อมโยงขึ้นในใจการพูดคุย การเชื่อมโยงกับคนอื่นที่เหมาะสม คือ การไม่คาดหวังว่าคนอื่นจะตอบสนองเราทันทีหรือ ตอบสนองตามที่เราต้องการเพราะ จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกเหงาแต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ตนเอง ได้มีช่วงเวลาที่ใจได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนซึ่งใจความสำคัญอยู่ตรงนี้แต่ถ้า ใจเผลอคาดหวัง การตอบสนองที่ได้ดั่งใจซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เป็นธรรมชาติของใจให้รู้ตัวขึ้นมาว่าใจกำลังเผลอคาดหวังและ ลองฝึกวางความคาดหวังลงเมื่อใจลดความคาดหวัง จากผู้อื่นลงใจจะรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ดีขึ้นทันทีความคาดหวังเป็นอุปสรรคของการเชื่อมโยงทางใจเหมือนกำแพงที่กั้นไว้เมื่อลดกำแพงนี้ลงความเชื่อมโยงที่มีอยู่แล้วระหว่างมนุษย์ต่อกันจะปรากฏขึ้นมาตามแบบของมันเอง----------------------------:) 5. การเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะ กับธรรมชาติการเชื่อมโยงกับธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้สัมผัส การรับรู้กับธรรมชาติธรรมชาติจะให้พลังที่สงบ และ มั่นคงสู่ใจเช่นการออกตัวเองออกไปสัมผัสธรรมชาติใกล้ๆ บ้านเช่น การเดินในสวน การรดน้ำต้นไม้ การเงยหน้ามองท้องฟ้าการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ รอบตัว เช่น แสงแดด กลิ่นหอม เสียงนกร้อง เป็นต้นธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยให้ใจไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะใจจะรับรู้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกพลังธรรมชาติ จะเชือมโยงกับเรา---------------------------:) 6. การส่งความเมตตากรุณา กับ ตัวเองหลายครั้งความเหงามาจากใจที่รู้สึกไม่ดีกับตนเองเช่น มีความไม่ชอบตนเอง รังเกียจตนเองมีความคิดเชิงลบกับตนเอง เหล่านี้ เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเหงาได้ง่ายเนื่องจากใจกำลังรู้สึกว่า "ถูกทอดทิ้ง"ความรู้สึกทอดทิ้งนี้ เกิดจากการทอดทิ้งตนเองจากการไม่ยอมรับตนเองจากการไม่เป็นมิตรกับตนเองจากการไม่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองการทอดทิ้งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่คนอื่นทอดทิ้งเราแต่เป็นเราทอดทิ้งตนเอง(และ มักจะเกิดขึันโดยไม่รู้ตัว)การกลับมารัก และ เมตตาตนเองคือ การเยียวยาแผลใจที่หลายครั้งเหวะหวะจากด่าทอตัวเอง จากการทอดทิ้งตัวเรา การหยุดการด่าทอตัวเองการส่งพลังความรักที่อ่อนโยนให้ต้วเองฅการลดความคาดหวังกับตนเองลงโดย เปลี่ยนจากความคาดหวังตนเอง (จนไม่สามารถชอบตัวเองตามจริง)มาเป็นการเข้าใจตัวเอง ตามที่เป็นจริงความรู้สึกที่มีต่อตนเอง จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นHealthy ขึ้นความรู้สึกเหงาที่มาจากทอดทิ้งตนเอง จะหายไป------------------------------:) 7. การส่งความเมตตากรุณา กับ ผู้อื่นการให้ การแบ่งปัน การสร้างประโยชน์ กับผู้อื่นจะช่วยให้ใจเรา รู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่น ในรูปแบบที่สร้างสรรค์ต่อใจจะช่วยให้ความรู้สึกเหงาลดลงได้เช่น - การลองทำสิ่งเล็กๆ เพื่อช่วยคนอื่น เช่น การส่งกำลังใจ การแบ่งขนม ให้คนอื่น เป็นต้น----------------------------#บทส่งท้าย<3 ฝึกใจรับรู้ความรู้สึกเหงาโดย ไม่ขับไล่ความรู้สึกเหงา แต่เรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกเหงาที่เกิดขึ้นอย่างอ่อนโยน ด้วยความเข้าใจ และ ความเมตตา<3 เมื่อใจที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ใจจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นช่วงเวลาที่ได้อยู่คนเดียวจะเปลี่ยนจากความรู้สึกเหงา เป็น “พื้นที่รู้สึกสุขสงบ” ขึ้นมาแทน<3 เป็นช่วงที่มีคุณค่าต่อใจ เมื่อได้กลับมาเป็น "เพื่อนที่ดีกับตัวเอง" 😀บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล#เข้าใจธรรมชาติชีวิต#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ#ยิ่งโตยิ่งสุข----------------------------🎧ท่านใดสนใจรับฟังเสียงบรรยายบทความนี้ สามารถติดตามรับฟังได้ทางลิงค์นี้ค่ะ 🎧https://youtu.be/tw2iqS8YZUQ