วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566

ทุกข์ใหญ่-ทุกข์เล็ก ขึ้นกับทักษะทางจิตใจอะไรบ้าง ?




 "ทุกข์ใหญ่-ทุกข์เล็ก"

ในมิติทางจิตใจ
ทุกข์จะใหญ่จะเล็ก
ขึ้นกับระดับคุณภาพใจ
ขึ้นกับทักษะทางจิตใจ🙂

ทุกคนล้วนไม่อยากมี "ทุกข์"
แต่เพราะ โลก......ไม่ได้เกิดมาเพื่อเรา
“โลกจึง..... ไม่ได้ดั่งใจเรา” ทุกประการ
เราจึงทุกข์

ทุกข์จะเล็ก จะใหญ่ ขึ้นกับอะไร
ส่วนหนึ่งขึ้นกับปัจจัยภายนอก ระดับเหตุการณ์ความร้ายแรง
เหตุการณ์ยิ่งร้ายแรงมาก โอกาสที่เราจะเกิดทุกข์ใหญ่ยิ่งมาก

แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด...... ในมิติทางจิตใจ

หลายท่านคงเคยเห็นว่า
มีผู้คนมากมาย
ที่เขาประสบเหตุเภทภัยร้ายแรงในชีวิต
แต่หลายครั้ง
เรากลับพบว่าเขาเหล่านั้น
ยังมีแรงใช้ชีวิตได้อย่างดี
แม้หัวใจยังมีความเจ็บปวดอยู่
มีความเศร้าอยู่
แต่ก็พร้อมจะลุกขึ้นใช้ชีวิตต่อไปอย่างดี
พร้อมจะยืนหยัดในการดูแลตนเอง และ คนอื่นๆ
อย่างเข้มแข็ง อย่างสง่างาม

ขณะที่บางคน
เจอเรื่องราวที่ไม่ถึงกับประสบเหตุเภทภัยรุนแรงในชีวิต
แต่ใจเขากลับทุกข์ระทมมาก
ทุกข์กว่าคนที่เจอทุกข์ใหญ่เสียอีก

#อะไรเป็นสาเหตุ ?

ที่ทำให้ทุกข์ใหญ่ หรือ ทุกข์เล็ก ในมิติทางจิตใจที่แตกต่างกัน

ปัจจัยภายนอก.....เป็นสาเหตุได้แน่นอน
แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ปัจจัยภายในใจ.....กลับพบว่ามีผลอยู่ไม่น้อย

ดั่งคำโบราณบอกว่า
“สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ”

🙂 “สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ” คืออะไร ?

ก่อนอื่นทำความรู้จักว่า
ใจทำงานอย่างไรบ้าง ?
และ
ทำลักษณะไหน
ทำให้ “ใจเป็นทุกข์ ”
ทำลักษณะไหน
ทำให้ "ใจเป็นสุข"

🙂 1. ใจมีอาการตีความ หรือ แปลความ
(หรือ ภาษาสมัยนี้ เรียกว่า มโน ^^)
คนแต่ละคน
ใจและสมอง
จะตีความ แปลความ
ต่อเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ
ไม่เหมือนกัน
การตีความไปต่างแบบ
ย่อมมีผลกับจิตใจต่างกัน

คนที่มักตีความ หรือ มโน
เรื่องราวต่างๆ ไปทางด้านลบ
ใจก็มีโอกาสเป็นทุกข์ได้มากกว่า

เช่น เพื่อนวันนี้ไม่ทักเรา
ถ้าเราถนัดตีความด้านลบ
ใจและสมองจะแปลว่า
เพื่อนไม่ชอบหน้าเรา
เกลียดเรา
บางคนคิดเลยเถิดไปใหญ่โตว่า
เราเป็นคนไร้ค่า
เป็นคนน่ารังเกียจ....

ตีความแบบนี้เท่านั้นแหละ
ความทุกข์
ก็มาเยี่ยมมาเยือน
ที่เรือนใจทันที

❤ สิ่งที่ช่วยได้คือ
การกลับมา
รู้ทันการตีความ / รู้ทันการมโน (ทั้งด้านบวก ด้านลบ)
ก่อนที่จะถูก
ความคิดตีความ
ความคิดมโน “หลอก” เราค่ะ

- การมโนไปด้านบวกมากไป
อาจจะทำให้สุขชั่วขณะ
แต่สุดท้าย
ก็ทำให้เจ็บ....เพราะผิดหวัง
จากความจริงที่ไม่ใช่

- การมโนไปด้านลบมากไป
ทำให้ทุกข์เกินจริง
เกิดภาวะทุกข์ฟรี
ซึ่งมีทั้งแบบรู้ตัว และ ไม่รู้ตัว
บางคนทุกข์ฟรีไปเยอะมากในชีวิต จากการมโนลบ
แต่ไม่รู้ตัว
เพราะไปหลงเชื่อว่า
สิ่งที่ตนตีความ คือ ความจริง!
(OMG!)

การ "รู้ทัน"
ความคิดตีความ
การ "รู้ทัน"
งานมโนของสมอง
และ
การ "มองเห็น" มัน
ตามความเป็นจริง
คือ สิ่งดีที่สุด 😃

🙂 2. ใจมีอาการคาดหวัง

ความคาดหวัง....ยิ่งสูง
ยิ่ง......ทำให้ทุกข์มาก

เราคาดหวังอะไร
เราก็จะทุกข์จากสิ่งนั้น
เช่น
เราคาดหวังเพื่อนมาก
เราก็ทุกข์จากเพื่อนมาก

เราคาดหวังพ่อแม่มาก
เราก็ทุกข์จากพ่อแม่มาก

เราคาดหวังแฟนมาก
เราก็ทุกข์จากแฟนมาก

เราคาดหวังตัวเองมาก
เราก็ทุกข์จากตัวเองมาก

ความคาดหวังอยู่ที่ไหน
ความทุกข์ก็รออยู่ที่นั่น

ความคาดหวัง
หลายครั้งก็ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ
เพียงแต่ก็ต้องแบกมัน
การแบบความคาดหวังไว้มากๆ
ใจจะเกิดอาการไม่ไหว
เกิดอาการหนักอกหนักใจ ><"
ที่เรียกว่า
"ความกดดัน"
"ความหนักใจ"
จนกลายเป็น
"ความท้อใจ"
"ความทุกข์ใจ"

❤ ให้ดี คือ ควรมีความคาดหวังแต่พอดีๆ
ให้พอเป็นแนวทางดำเนินชีวิต
แต่ไม่ใช่กลายเป็นความทุกข์ในชีวิต

สิ่งที่ช่วยให้ความคาดหวังมาพอดีๆ คือ

- ทบทวน
ยิ่งเมื่อว่าความคาดหวังนั้น
มักทำให้ทุกข์หนัก ทุกข์บ่อย
ต้องกลับมาทบทวนความคาดหวังนั้นว่า
- คาดหวังมากไปหรือเปล่า?
- คาดหวังเกินจริงไปหรือเปล่า ?

เมื่อรู้ตัว ฝึกปรับระดับความคาดหวังให้ "พอดีๆ ตามความเป็นจริง" มากขึ้น

🙂 3. ใจมีอาการอัตตาตัวตน

ตัวตนยิ่งสูง ความทุกข์ยิ่งมาก
ยึดทุกอย่างเป็น ”ฉัน “ เป็น “ของฉัน” ไปหมด
เช่น
ยึดตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง
ยึดคน คนนี้ คนนั้นเป็นของฉัน
ยึดข้าวของ หวงข้าวหวงของ เป็นของฉัน....

ยิ่งถือกรรมสิทธิ์ “ยึดครอง” มากเท่าไหร่
“ความทุกข์ก็จะยิ่งทวีคูณ” ตามการยึดครองนะคะ

ในความเป็นจริงเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้
และ
โลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา

โลกใบนี้ หมุนของมันเอง
ไม่มีเรา โลกใบนี้ก็ยังหมุนต่อไปได้
การยึดตัวตนมาก
เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมาก
จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดทุกข์ได้เยอะ
เพราะ เรายึดในสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริงของโลกใบนี้

❤ สิ่งที่ช่วยได้คือ
ฝึกการปล่อยวาง
“ตัวเรา ของเรา” ลงบ้าง
เราจะพบสิ่งที่มีค่ากว่า
คือ “ความสุข” ที่ทวีคูณขึ้น
ในทันทีที่เรา "ลดอัตตาตัวตน" ลง

3 ข้อที่ผ่านมา
อาการของใจยิ่งทำงานแบบนั้นมาก จะยิ่งทุกข์มาก

❤ ส่วนในข้อที่ 4 - 6
ใจยิ่งทำงานแบบนี้มาก
ใจจะยิ่งทุกข์ลดลง...
ลองมาดูกันว่า ใจทำงานอย่างไร ?
“ทุกข์ใหญ่”
จึงกลายเป็น
“ทุกข์เล็ก”

❤ 4. ใจเกิดอาการรู้ตัว
ดังที่กล่าวข้อ 1-3 จะเห็นได้ว่า
การรู้ตัว การมีสติ

การเท่าทัน
ความคิดตีความ

การเท่าทัน
ความคาดหวัง

การเท่าทัน
การเกิดอัตตาตัวตนใหญ่โต

จะช่วยลดภาวะเป็นพิษจากสิ่งเหล่านี้

เพราะ เมื่อใจเกิดการรู้ต้วปุ๊บ
ใจจะเกิดความฉลาด

ที่จะไม่ไปหลงเชื่อ และ ยึดติดในสิ่งนั้นแบบเดิม
จนเป็นทุกข์กับมันซ้ำๆ

❤ ใจที่รู้ตัว จึงเป็นจุดเริ่มต้น
ของการ "คายทุกข์" ออกมาจากใจ

แต่ถ้าใจไม่รู้ตัว
ก็จะเกิดการ "อมความทุกข์" เข้าไปไว้ในใจเหมือนเดิม

❤ 5. ใจเกิดอาการยอมรับ

ยอมรับอะไร?
ยอมรับตามความเป็นจริง
การสามารถยอมรับสิ่งต่างๆ
ตามความเป็นจริงได้
จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น

และ แม้หลายครั้งจะเจอทุกข์ใหญ่แค่ไหนก็ตาม
แต่เมื่อยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ความทุกข์ก็ลดลงไปมาก
เพราะ หลายเรื่องเราห้ามไม่ได้
ต่อให้ไม่อยากให้เกิด
มันก็จะเกิด

การไม่ยอมรับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
จะยิ่งทุกข์มากขึ้นไปอีก

ดังสมการ
ความทุกข์ใจ = ความเจ็บปวด X การต่อต้าน

หลายครั้งเราไม่สามารถห้ามความเจ็บปวดได้
แต่เราลดการต่อต้านมันได้
เมื่อการต่อต้านลด
ความทุกข์ใจลด

การยอมรับ
เช่น ยอมรับว่า
โลกนี้...ไม่ได้ดั่งใจเรา
จาก “ทุกข์ใหญ่” ก็กลายเป็น “ทุกข์เล็ก” ไปได้ค่ะ

ยิ่งเราสามารถยอมรับ
สิ่งต่างๆ
ยอมรับความผิดหวัง
ในชีวิตได้มากขึ้นเท่าไร
ใจเราก็ยิ่งทุกข์น้อยลงเรื่อยๆเท่านั้น

❤ 6 . ใจมีการเรียนรู้ "ชีวิต"
วิกฤติเป็นสิ่งที่ใจไม่อยากเจอ
แต่ใจที่ได้รับการฝึกฝนมา
จะเห็นโอกาสการเรียนรู้ในวิกฤติ

ทุก ความทุกข์
ทุก ความเจ็บปวด
ให้บทเรียนชีวิตที่มีค่าเสมอ
ลองฝึกเห็นคุณค่า......ที่เราได้เรียนรู้จากความทุกข์
ความทุกข์ให้อะไรมากกว่าที่เราเห็นในตอนแรก

ลองมองมันใหม่
แล้วเราจะพบว่า
"ความทุกข์สอนอะไร
เรามากกว่าความสุข"

ทำให้เราเติบโตขึ้น
เข้มแข็งขึ้น
ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล
และ สวยงามมากขึ้น

จนหลายครั้ง เมื่อมองย้อนกลับไป
เราต้องขอบคุณความทุกข์นั้นๆ
ที่ทำให้เราเรียนรู้
จนเรามีสิ่งดีๆในวันนี้

สุข ทุกข์ นอกจากขึ้นกับปัจจัยภายนอก

ในมิติทางจิตใจ
ขึ้นปัจจัย 6 ข้อดังกล่าวข้างต้น
เพราะ
ในความเป็นจริงของชีวิต
หลายครั้งเราแก้ผลกระทบภายนอกไม่ได้
เพราะ มีหลายสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
แต่เราสามารถแก้ผลกระทบภายในใจเราได้เสมอ

❤ ดังนั้น ทุกข์จะใหญ่ จะเล็ก.......
ขึ้นอยู่กับการรับมือของใจเรา 🙂

ปล.
แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เราควบคุมได้ แนะนำให้ลงมือแก้ไข
อย่าปล่อยปละละเลย
เพราะ
การปล่อยวาง กับ
การปล่อยปละละเลยไม่เหมือนกัน

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#ยิ่งโตยิ่งสุข

--------------------------------
🙂 หมายเหตุ :
รายละเอียดอะไรเราควบคุมได้ และ
อะไรที่เราควบคุมไม่ได้

ดูรายละเอียดได้ดังข้างล่างนี้ค่ะ

❤ การดูแลใจเวลาเจอปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้
คือ เวลาที่โชว์ศักยภาพทางจิตใจ

1. อะไร ที่เราควบคุมได้ (Things I Can Control)
ตัวอย่างดังในลิงค์นี้้ https://web.facebook.com/.../pcb.../543226723832560

และ

2. อะไรที่ เราควบคุมไม่ได้ (Things I Can't Control)
ตัวอย่างดังในลิงค์นี้้
https://web.facebook.com/.../pcb.../543227130499186 

ระดับการเติบโตของชาวลักษณ์ 3 ในศาสตร์นพลักษณ์

 🙂ระดับการเติบโตของชาวลักษณ์ 3 ในศาสตร์นพลักษณ์🙂




กิเลส คือ ความหลอกลวง
(การจะเป็นภาพ สวยๆ ดีๆ ในสายตาผู้คน / มวลชน
ทั้งที่ลึกๆ ยังไม่รู้ว่า ความสวย ความดี ที่แท้จริง คืออะไร)

มันจึงเป็นความหลอกลวง
เพราะ ไปยึดติดอยู่กับมายาภาพ
หลายคนเลยรู้สึก ตัวเองกลวงๆ หาแก่นของตนเองไม่เจอ
เลยวิ่งไปจับภาพที่ฉายออกไป(มายา)เหล่านั้น ว่าเป็นตัวตน

งานหลอกลวง ตนเอง จึงเกิด

และ จากการที่ให้คุณค่าจากสายตาคนอื่นมาก
งานโชว์ เรียกเรตติ้ง จึงมี

การกระหายความสำเร็จ และ การยอมรับชื่นชมจากสังคม
จึงมีปริมาณมาก

ในลักษณ์ 3 ในระดับที่หาคุณค่าที่แท้จริงของตนเองไม่เจอ
ในระดับที่จมกับชุดความเชื่อมากๆ
(บางครั้งสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้อาจทำร้ายคนอื่น
เพื่อให้ได้ภาพความสำเร็จ และ ความสวยหรูดูดี ในสายตาผู้คน)

แต่เมื่อ 3 ที่มีคุณภาพจิตใจที่ดี
จะเป็นผู้ที่สามารถ เห็นคุณค่า เห็นคุณภาพ
และ เห็นความงามที่แท้จริง ในตนเอง เจอ

โดยการเข้าใจ และ เข้าถึง ว่า ความงามที่แท้จริง คือ อะไร ?

จะเป็นผู้ที่คลายออกจาก กิเลสการพยายามเป็นภาพสวยๆ ได้

เข้าสู่ภาวะ Authentic person
สามารถภูมิใจ ในแบบที่เป็นตนเอง

ความงาม ที่แท้จริง จึงเกิด :)

😊 ❤

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

--------------------------------
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#เข้าถึงคุณค่าของชีวิต
#ยิ่งโตยิ่งสุข

-----------------------------------------------
#enneagram
#นพลักษณ์
#การเติบโต

🙂🙂🙂🙂🙂🙂🙂🙂🙂🙂🙂
----------------------------
หมายเหตุ :
สามารถอ่านแนวทางการเติบโต จากข้อความบรรยายภาพ และ ข้อความในเมนท์ใต้ภาพ
ในลิงค์นี้ค่ะ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1870870376260991&set=ms.c.eJw9zMENwDAMQtGNKuPYBvZfrEqq9Pr0AWJoRLhd5XjwgZBOCvWDT8G8YE0OsO7EiFM0NqCi0ZPBxrqQTLEwurC8i5K%7E%3BD8bi5ISNF1awHyA%7E-.bps.a.1869729906375038.1073741861.100000141417214&type=3&theater
----------------------------------------------

อ่าน Levels of Development Concept

"เป็น level ไหน ไม่สำคัญ เท่ากับ รู้ตัวเอง ว่ากำลังอยู่ใน level ไหนค่ะ"
ได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1871930046155024&set=a.1869729906375038.1073741861.100000141417214&type=3&theater

-----------------------------------------------
และ
สามารถอ่าน Levels of Development เวอร์ชั่น ภาษาอังกฤษได้จากลิงค์นี้ค่ะ
http://www.fitzel.ca/enneagram/levels.html

------------------------------------------------------

เครดิตภาพ : http://www.fitzel.ca/enneagram/graphics.html